Kullanıcılar hızlı işlem bettilt yapmak istediklerinde bağlantısına yöneliyor.
Bahis dünyasında dürüstlük, şeffaflık ve güven prensipleriyle bahsegel giriş hareket eden, her oyuncusuna eşit koşullarda oyun deneyimi yaşatır.
2026 sürümünde yenilikçi kampanyalar sunacak olan bettilt bekleniyor.
Hızlı işlem isteyen kullanıcılar pinco ile avantajlı erişim sağlıyor.
Promosyon avcıları için bettilt giriş kampanyaları büyük bir fırsat sunuyor.
เมื่อ “การนอนหลับ” กลายเป็น New Luxury สินค้าที่แพงที่สุดในยุค Burnout
Future Wellness: Sleep Economy กำลังเปลี่ยนนิยามของการพักผ่อน
เรากำลังเข้าสู่ยุคที่นิยามของ “การพักผ่อน” เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
จากข้อมูลของ Global Wellness Institute เศรษฐกิจ Wellness ทั่วโลกกำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง และหนึ่งใน Sub-sector ที่น่าจับตามองที่สุดคือ Sleep Economy อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับ “คุณภาพการนอน” โดยตรง
คำถามสำคัญคือ ทำไมเรื่อง “นอน” ถึงกลายเป็นเรื่องใหญ่ระดับโลก?
The Insight: วิกฤตการนอนของคนเมือง เมื่อชีวิตรวนจนร่างกายตามไม่ทัน
ปัญหาไม่ใช่แค่ “นอนน้อย” แต่คือภาวะ Social Jetlag เวลาชีวิตรวนจากการทำงานข้ามเวลา เสพสื่อก่อนนอน และใช้ชีวิตสวนทางกับนาฬิกาชีวภาพ คนยุคปัจจุบันจึงไม่ได้แค่ “ง่วง” แต่กำลังโหยหา Deep Rest การพักผ่อนที่ฟื้นฟูระบบประสาทจริงๆ
การนอนเฉยๆ อยู่บ้าน อาจไม่เพียงพออีกต่อไป นี่จึงเป็นที่มาของเทรนด์ Sleep Tourism การท่องเที่ยวที่เปลี่ยนจาก “Check-in รัวๆ” เป็น “Check-out จากโลกภายนอก”
Strategic Shift: เมื่อโรงแรมไม่ได้ขายเตียง แต่ขายการ Hack สมองให้หลับ
สำหรับธุรกิจในกลุ่ม Wellness หรือ Hospitality นี่ไม่ใช่แค่เทรนด์ แต่คือ Strategic Opportunity
Strategy 1: Hyper-Personalized Sleep Environment
เปลี่ยนจาก “ที่ซุกหัวนอน” เป็น “Sleep Sanctuary”
The Shift หมดยุคที่โรงแรมขายแค่ “เตียงนุ่มดูดวิญญาณ” แล้วจบ วันนี้ต้องยกระดับสู่การขาย Environment Hacking หรือ “สภาพแวดล้อมที่ออกแบบมาเพื่อบังคับสมองให้เข้าสู่โหมดพัก”
What to Do
1. Soundscapes ออกแบบเสียงในห้องพัก หรือเพลย์ลิสต์ White Noise / Pink Noise ที่ผ่านการวิจัย เพื่อลดคลื่นสมองจาก Beta (ตื่นตัว) สู่ Alpha และ Theta (ผ่อนคลาย)
2. Circadian Lighting ระบบไฟอัจฉริยะที่เลียนแบบแสงธรรมชาติ ลด Blue Light อัตโนมัติหลังพระอาทิตย์ตก กระตุ้นการหลั่ง Melatonin อย่างเป็นธรรมชาติ
3. Pillow Menu 2.0 ไม่ใช่แค่เลือกแข็ง/นุ่ม แต่เลือกตามท่านอน (Side / Back Sleepers) หรือวัสดุที่ช่วยลดอุณหภูมิศีรษะ
Business Opportunity เฟอร์นิเจอร์, Gadget แต่งบ้าน, สกินแคร์ (เช่น Pillow Spray) สามารถ Collaboration กับโรงแรมเพื่อสร้าง Experience นี้ได้
Strategy 2: Tech-Driven Sleep Concierge
เมื่อ AI กลายเป็นพี่เลี้ยงกล่อมอน
The Shift ผู้บริโภคยุคใหม่ใส่ Smart Watch เข้านอน พวกเขามี Sleep Data อยู่ในมือ ธุรกิจจึงต้องเปลี่ยนจาก Intuition เป็น Data-Driven Service
What to Do
1. Smart Mattress ที่นอน AI ปรับอุณหภูมิและแรงดันแบบ Real-time ตอบสนองสรีระแต่ละบุคคล
2. Wearable Integration โรงแรมบางแห่งเริ่มจับมือกับแบรนด์ Wearable ให้ลูกค้า Track การนอน แล้วนำ Data มาวิเคราะห์เพื่อปรับบริการ เช่น Deep Sleep ต่ำ เสิร์ฟอาหารเช้าเน้นโปรตีนและไขมันดี เลี่ยงน้ำตาลสูง
Business Opportunity ผู้พัฒนาแอปฯ, อุปกรณ์ IoT, Health Tech สามารถเจาะตลาด B2B (โรงแรม/สปา) แทนที่จะขายเฉพาะ End User
Strategy 3: Circadian Synchronization Programs
ขาย “คอร์สตั้งเวลาชีวิต” แทนการขายห้องพัก
The Shift กลุ่ม High Net Worth ไม่ได้ต้องการแค่เตียงดีๆ แต่ต้องการ “Fix” ระบบร่างกายที่พังจากการบินข้ามทวีป หรือการทำงานหนักสะสม
What to Do
1. Jet Lag Recovery Program (3–5 วัน) วางแผนมื้ออาหาร + การออกกำลังกาย + Light Therapy เพื่อ Reset นาฬิกาชีวิต
2. Sleep Retreats มี Sleep Doctor หรือผู้เชี่ยวชาญดูแลแบบ 1:1 ผสาน Meditation, Yoga Nidra และ Digital Detox 100%
Business Opportunity ธุรกิจ Wellness, คลินิกกายภาพ, นักจิตวิทยา และธุรกิจท่องเที่ยว สามารถรวมกันสร้าง High-Value Package นี้ได้
บทสรุป
Why This Matters: Sleep Economy คือ Fundamental Need ของโลกที่หมุนเร็วเกินไป Sleep Economy ไม่ใช่เทรนด์ฉาบฉวย แต่มันคือ ความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ในโลกที่ Burnout กลายเป็นเรื่องปกติ
ธุรกิจที่สามารถมอบ “คุณภาพการนอนที่วัดผลได้” จะไม่ได้แค่ลูกค้าขาจร แต่จะได้ Brand Loyalty เพราะคุณคือคนที่ทำให้ชีวิตเขาดีขึ้นจริงๆ
บทความโดย : ภูชิต มุณีวงศ์ (Future Trend Researcher)
บทความเทรนด์อื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง
- “Gartner” เปิด 10 เทรนด์เทคโนโลยีเปลี่ยนโฉมธุรกิจปี 2026
- แนวโน้มตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (EV Trends) ปี 2025-2026
- 10 Digital Marketing Trends 2026: การตลาดไทย
คนแต่ละวัยดูแลสุขภาพไม่เหมือนกัน และความแตกต่างนี้กำลังสะท้อนอนาคตของธุรกิจสุขภาพไทย
จากการสำรวจผู้บริโภค 1,200 คนทั่วประเทศ โดยบริษัท บารามีซี่ แล็บ ร่วมกับ IQQEW POLL พบว่า การดูแลสุขภาพเชิงรุก (Proactive Healthcare) ไม่ได้หมายถึงเพียงการหลีกเลี่ยงโรค แต่คือการใช้ชีวิตอย่างตระหนักรู้ในทุกมิติ ทั้งร่างกาย จิตใจ และพฤติกรรม เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาว และลดความเสี่ยงด้านสุขภาพในอนาคต
บทความนี้สะท้อนภาพพฤติกรรม ทัศนคติ และความต้องการด้านสุขภาพของผู้บริโภค โดยเฉพาะกลุ่ม Gen Y อายุ 29-44 ปี เป็นกลุ่มที่มีจำนวนมากที่สุดในการสำรวจครั้งนี้ คิดเป็นจำนวน 49.17% เป็นกลุ่มที่สะท้อนภาพ “วันทำงานตัวจริง” อย่างชัดเจนที่สุด พวกเขาเป็นวัยที่ต้องดูแลงาน บ้าน ครอบครัว การเงิน และยังต้องรักษาสุขภาพของตัวเองไปพร้อมกัน ผลลัพธ์คือ…พวกเขามี แรงจูงใจจะดูแลสุขภาพสูง แต่ก็มี อุปสรรคหนักที่สุด เช่นกัน
Gen Y: เจเนอเรชันที่ต้องดูแลทุกอย่างจนไม่มีเวลาดูแลตัวเอง — แต่กลับเป็นวัยที่สนใจเทคโนโลยีสุขภาพมากที่สุด
Gen Y เป็นกลุ่มที่ “เหตุการณ์เจ็บป่วยของตัวเองหรือคนรอบตัว” มีผลกระทบมากที่สุด และในขณะเดียวกันก็ให้ความสำคัญกับรูปลักษณ์ไม่น้อยใคร โดยมีคะแนนแรงจูงใจด้านภาพลักษณ์สูงสุดในทุกช่วงวัย
นอกจากนั้น Gen Y ยังอ่อนไหวต่อ “ข้อมูลสุขภาพและเทรนด์ในสังคม” มากกว่าทุกกลุ่ม และอุปสรรคของพวกเขาคือ “ไม่มีเวลามากที่สุด” และรู้สึกว่าค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ “สูงเกินไป” มากที่สุดเช่นกัน
ความสนใจของ Gen Y ต่อบริการและเทคโนโลยีสุขภาพในอนาคต

Gen Y คือกลุ่มที่ต้องการ “บริการสุขภาพสมัยใหม่” ชัดเจนที่สุด ไม่ว่าจะเป็น:
- เทคโนโลยีทางการแพทย์ใหม่ ๆ และมาตรฐานทันสมัย
- สนใจบริการดูแลนอกสถานพยาบาลและบริการจากระยะไกลมากถึง
- และที่สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์วัยทำงานที่สุด: สนใจการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันสูง
นี่คือกลุ่มที่กำลังมองหาวิธีดูแลสุขภาพแบบ “ประหยัดเวลา แต่ได้ผลลัพธ์ที่ดี” และเปิดรับนวัตกรรมได้อย่างเต็มที่
วิธีรับข้อมูลและสิ่งที่ต้องการจากโรงพยาบาล: อยู่บนโซเชียลเสมอ แต่ต้องช่วยลดค่าใช้จ่ายด้วย
Gen Y เป็นกลุ่มที่ใช้โซเชียลเป็นแหล่งข้อมูลสุขภาพ “มากที่สุด” สูงกว่า Gen Z และ ทุกช่วงวัยอื่น รองลงมาคือแพทย์/โรงพยาบาล และเว็บไซต์สุขภาพที่เชื่อถือได้
Gen Y ต้องการทั้ง “การเข้าถึงที่ง่าย” และ “ต้นทุนที่จับต้องได้” พร้อมกันในเวลาเดียวกัน นี่คือผู้บริโภคที่พร้อมใช้เทคโนโลยีสุขภาพมากที่สุด แต่ก็ต้องการการช่วยเหลือด้านต้นทุนมากที่สุดเช่นกัน
บทสรุป
บทความนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของผลการสำรวจพฤติกรรมสุขภาพของผู้บริโภคไทย โดยเฉพาะมุมมองของ Gen Y ซึ่งสะท้อนการเปลี่ยนผ่านสำคัญจากการดูแลสุขภาพแบบตั้งรับ ไปสู่การดูแลสุขภาพเชิงป้องกันอย่างจริงจัง
ในรายงานฉบับเต็ม “Health Behavior Landscape: อินไซต์พฤติกรรมสุขภาพของคนไทย 5 Generations” ได้ขยายภาพให้เห็นความแตกต่างของพฤติกรรมและแรงจูงใจด้านสุขภาพในแต่ละช่วงวัย ตั้งแต่ Gen Alpha ถึง Baby Boomer พร้อมอินไซต์เชิงลึกที่สามารถนำไปต่อยอดในการออกแบบบริการ กลยุทธ์ หรือแนวคิดด้านสุขภาพในอนาคต
แล้วถ้าเป็นวัยที่กำลังจะก้าวเข้าสู่ Gen Y หรือวัยที่กำลังไหลออกจากมัน พฤติกรรมสุขภาพจะเปลี่ยนไปในทิศทางใด?
สำหรับผู้ที่ต้องการทำความเข้าใจพฤติกรรมสุขภาพของผู้บริโภคไทยในภาพรวม สามารถดาวน์โหลด E-Book ฉบับเต็มได้ฟรีที่ลิงก์ https://forms.gle/tZgKUgH5M5wPBkjC8
บทความอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง
- “บุฟเฟ่ต์ชาบู-ปิ้งย่าง” สนามรบแห่งใหม่ของร้านอาหารแบรนด์ และสมรภูมิในใจผู้บริโภคยุคใหม่
- UPF: อาหารแปรรูปสูง ที่คุณคิดว่า “ดีต่อสุขภาพ” อาจไม่ใช่อย่างที่คิด
- 5 Health Mindsets: The Next Big Opportunity: เข้าใจ 5 กลุ่มสุขภาพ = เจอโอกาสใหม่ก่อนใคร
คนแต่ละวัยดูแลสุขภาพไม่เหมือนกัน และความแตกต่างนี้กำลังสะท้อนอนาคตของธุรกิจสุขภาพไทย
จากการสำรวจผู้บริโภค 1,200 คนทั่วประเทศ โดยบริษัท บารามีซี่ แล็บ ร่วมกับ IQQEW POLL พบว่า การดูแลสุขภาพเชิงรุก (Proactive Healthcare) ไม่ได้หมายถึงเพียงการหลีกเลี่ยงโรค แต่คือการใช้ชีวิตอย่างตระหนักรู้ในทุกมิติ ทั้งร่างกาย จิตใจ และพฤติกรรม เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาว และลดความเสี่ยงด้านสุขภาพในอนาคต
บทความนี้สะท้อนภาพพฤติกรรม ทัศนคติ และความต้องการด้านสุขภาพของผู้บริโภค โดยเฉพาะกลุ่ม Baby Boomer อายุ 60 ปีขึ้นไป คือกลุ่มผู้ตอบแบบสอบถาม จำนวน 5.42% ของทั้งหมด 1,200 คน
Gen Baby Boomer (60+): วัยที่มองสุขภาพเป็นเรื่อง “เร่งด่วน” ไม่ใช่แค่ “สำคัญ”
Gen Baby Boomer คือกลุ่มที่ให้คะแนนความสำคัญด้านสุขภาพสูงที่สุดในทุกช่วงวัย นี่คือวัยที่ ตระหนักแล้วว่า เวลาไม่ได้รอใคร และเหตุการณ์เจ็บป่วยของตัวเองหรือคนรอบข้างยิ่ง ตอกย้ำความจำเป็นในการดูแล
แต่ในขณะที่ความจำเป็นเพิ่มขึ้น อุปสรรคก็ใหญ่ขึ้นตามไปด้วย ค่าใช้จ่ายคือกำแพงสูงที่สุด และแม้จะเชื่อในแพทย์มากที่สุด พวกเขาก็พบว่าเสียงจากครอบครัว เว็บไซต์สุขภาพ และโซเชียลมีเดียเอง ก็เป็นตัวกระตุ้นสำคัญไม่แพ้กัน
แต่ที่น่าสนใจคือ แม้จะใส่ใจสุขภาพขนาดนี้ ความสนใจเทคโนโลยีใหม่กลับต่ำที่สุดในกลุ่มผู้ใหญ่
ทั้งหมด — สะท้อนว่าพวกเขาต้องการสิ่งที่ ใช้งานง่าย เข้าใจง่าย และเชื่อถือได้ มากกว่านวัตกรรมที่ซับซ้อน
ความสนใจของ Gen Baby Boomer ต่อบริการและเทคโนโลยีสุขภาพในอนาคต

ช่องทางข้อมูลอันดับหนึ่งยังคงเป็นแพทย์และโรงพยาบาลซึ่งสูงที่สุดในทุกช่วงวัย สะท้อนความเชื่อมั่นที่ไม่เปลี่ยนแปลง
แต่ข้อมูลจาก “ครอบครัวและคนใกล้ตัว” กลับมีอิทธิพลพอๆ กับโซเชียลมีเดีย
นั่นหมายความว่า การชี้แนะจากคนในบ้านยังคงมีบทบาทสำคัญในการตัดสินใจดูแลสุขภาพของผู้สูงอายุ
ด้านความต้องการสนับสนุน สิ่งที่เด่นที่สุดคือ:
- ระบบแจ้งเตือนนัดหมาย/ยา/ติดตามผล — สูงที่สุดในทุกวัย
- โปรแกรมตรวจสุขภาพราคาประหยัด
- ความต้องการบริการแบบ Personalization, ความรู้สุขภาพออนไลน์ และปรึกษาแพทย์เฉพาะทาง
Gen Baby Boomer คือวัยที่ต้องการ “ความแน่นอน ความง่าย และการดูแลอย่างต่อเนื่อง”
บทสรุป
บทความนี้ เป็นเพียงส่วนหนึ่งของผลการสำรวจพฤติกรรมสุขภาพของผู้บริโภคไทย โดยเฉพาะมุมมองของ Gen Baby Boomer ซึ่งสะท้อนการเปลี่ยนผ่านสำคัญจากการดูแลสุขภาพแบบตั้งรับ ไปสู่การดูแลสุขภาพเชิงป้องกันอย่างจริงจัง
ในรายงานฉบับเต็ม “Health Behavior Landscape: อินไซต์พฤติกรรมสุขภาพของคนไทย 5 Generations” ได้ขยายภาพให้เห็นความแตกต่างของแต่ละช่วงวัย ตั้งแต่ Gen Alpha ถึง Baby Boomer พร้อมอินไซต์เชิงลึกที่สามารถนำไปใช้ต่อยอดในการออกแบบบริการ กลยุทธ์ หรือแนวคิดด้านสุขภาพในอนาคต
แล้วถ้าเป็นวัยที่กำลังจะก้าวเข้าสู่ Gen Baby Boomer พฤติกรรมสุขภาพจะเปลี่ยนไปในทิศทางใด?
สำหรับผู้ที่ต้องการทำความเข้าใจพฤติกรรมสุขภาพของผู้บริโภคไทยในภาพรวม สามารถดาวน์โหลด E-Book ฉบับเต็มได้ฟรี https://forms.gle/tZgKUgH5M5wPBkjC8
บทความอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง
- “บุฟเฟ่ต์ชาบู-ปิ้งย่าง” สนามรบแห่งใหม่ของร้านอาหารแบรนด์ และสมรภูมิในใจผู้บริโภคยุคใหม่
- UPF: อาหารแปรรูปสูง ที่คุณคิดว่า “ดีต่อสุขภาพ” อาจไม่ใช่อย่างที่คิด
- 5 Health Mindsets: The Next Big Opportunity: เข้าใจ 5 กลุ่มสุขภาพ = เจอโอกาสใหม่ก่อนใคร
นักกินไทยในวันนี้…ไม่ได้เป็นกลุ่มเดียวกันอีกต่อไป
Baramizi Lab ได้ศึกษารายงาน Future Food Trend 2026 จากการวิจัยเชิงปริมาณทั่วประเทศกับกลุ่มตัวอย่างจำนวน 820 คน เพื่อทำความเข้าใจความคิด ค่านิยม และทัศนคติด้านการกินของคนไทยยุคใหม่อย่างลึกซึ้ง ผลการศึกษาพบว่า นักกินไทยสามารถจำแนกออกเป็น 6 สายพันธุ์ ซึ่งแต่ละกลุ่มมีความสนใจ ค่านิยม และมุมมองต่ออาหารที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน ดังนี้
1. Comfort-Loyal Eaters นักกินสายผูกพัน ผู้ผ่อนคลายและมีความสุขจากความคุ้นเคย มีสัดส่วน 15.5%
กลุ่มนี้มีความสุขกับ “ความรู้สึกขณะกิน” มากกว่าการคำนึงถึงสุขภาพหรือคุณค่าทางสังคม ชอบความคุ้นเคย ความมั่นใจในแบรนด์เดิม และความพึงพอใจที่คาดเดาได้ รู้จักตัวเองดีว่าชอบอะไร มองการกินเป็นทั้งความสุขส่วนตัวและกิจกรรมสังสรรค์
📍กลุ่มนี้มีสัดส่วนโดดเด่นในสาวนักศึกษาและคนทำงานอิสระ หรือแม่บ้าน Gen X รายได้ไม่สูงมากนัก คนกรุงเทพฯ หรือคนเหนือ
2. Conscious Epicureans นักกินสายตระหนักรู้ ผู้พิถีพิถันทุกมิติ มีสัดส่วน 18.3%
กลุ่มนี้คือ “นักกินผู้มีความพิถีพิถันใส่ใจ” ที่ตัดสินใจเลือกอาหารไม่เพียงแค่เพื่อลิ้มรส แต่เพื่อสอดคล้องกับ “ตัวตน” “คุณค่าชีวิต” และ “เป้าหมายทางสังคม” พวกเขาเป็นคนที่มีทั้ง Self-Awareness สูง และ Explorer Mindset ที่รักการเปิดรับของใหม่แต่ยังมี Loyalty ต่อสิ่งที่ไว้วางใจ
📍กลุ่มนี้มีสัดส่วนโดดเด่นในคนกรุงเทพฯ ทำอาชีพพนักงานบริษัทเอกชน เจ้าของกิจการ และคนทำงานอิสระผ่านดิจิทัล ผู้มีครอบครัวที่มีลูกและลูกเล็ก รายได้ปานกลางจนถึงสูง
3. Balanced Social Foodies นักกินสายสมดุล ที่กินเพื่อรสชาติและมิตรภาพ มีสัดส่วน 28.9%
Segment นี้เป็นผู้บริโภคสาย Enjoyment + Connection คือเน้นการกินอย่างมีความสุข และชอบใช้เวลาในการกินเป็นกิจกรรมเชิงสัมพันธ์ เช่น กินกับครอบครัว เพื่อน แชร์รีวิว บอกต่อร้าน ชอบร้านที่มีบรรยากาศหรือมีเรื่องราว ไม่สุดโต่งในเรื่องสุขภาพ แต่ก็ใส่ใจพอสมควร
📍กลุ่มนี้มีสัดส่วนโดดเด่นในคนอีสานหรือคนใต้ที่ทำอาชีพพนักงานบริษัทเอกชน หรือเกษตรกร Gen Y หัวขบวนผู้มีครอบครัวที่มีลูกวัยเด็กรายได้ปานกลาง
4. Easygoing Eaters นักกินสายสบาย ไม่ยึดติดความหมาย กินตามใจในแต่ละวัน มีสัดส่วน 2.8%
เป็นกลุ่มที่ไม่ยึดติดกับอาหารในเชิงอารมณ์หรืออัตลักษณ์ พฤติกรรมการกินไม่คงที่และไม่ขับเคลื่อนด้วยความเชื่อหรือคุณค่า เป็นแนวกินเพื่ออยู่ไม่ใช่อยู่เพื่อกิน ไม่ Loyalty และตัดสินใจเร็วบนพื้นฐานของความสะดวกและความพอใจตรงหน้า
📍กลุ่มนี้มีสัดส่วนโดดเด่นใน Gen Z จังหวัดปริมณฑล ภาคกลาง และภาคตะวันตกผู้เป็นเจ้าของกิจการ/ค้าขาย หรือรับราชการรายได้สูง
5. Convenience-Oriented Dabblers นักกินสายสะดวก ลองได้แต่ไม่ผูกพัน มีสัดส่วน 32.9%
กลุ่มนี้มีนิสัย “ลองไปเรื่อยๆ” เป็นพวก Explorer แบบไม่ผูกพัน ชอบความสะดวกรวดเร็วแต่ไม่ได้ด่วน ไม่ยึดติดกับรสชาติเดิมๆ หรือค่านิยมใดเป็นพิเศษ พร้อมลองใหม่ แต่ถ้ายังไม่ว้าวก็พร้อมจะเปลี่ยนทันที กินเพื่อเยียวยาความรู้สึกเครียดหรือเหนื่อยเป็นครั้งคราว
📍กลุ่มนี้มีสัดส่วนโดดเด่นในคนทุกเพศ อาจมีเพศชายสูงกว่าภาพรวมเล็กน้อย โสด หลากหลายช่วงวัย หลากหลายอาชีพจากกรุงเทพฯ และปริมณฑล ภาคกลาง และภาคตะวันออก”
6. Refined Health Seekers นักกินสายละเมียดละไมใส่ใจสุขภาพ มีสัดส่วน 1.6%
กลุ่มนี้เป็นคนที่ “มีความคิดเป็นของตัวเองสูง” ไม่ได้กินตามแฟชั่นแต่กินตามคุณค่าที่ตนยึดถือ เชื่อมั่นในแบรนด์/ร้านที่รู้จักดี พร้อมแนะนำให้คนอื่น ใช้การกินสร้างคุณภาพชีวิตและความสุข
📍กลุ่มนี้มีสัดส่วนโดดเด่นในผู้หญิงโสดหรือโสดแล้วแต่มีบุตรผู้ทำอาชีพอิสระ หรือแม่บ้าน และนักศึกษารายได้ส่วนตัวปานกลางค่อนข้างต่ำเป็นคนปริมณฑล อีสาน และภาคเหนือ”
บทสรุป
การทำความเข้าใจความแตกต่างของผู้บริโภคผ่านปัจจัยทางจิตวิทยา ช่วยให้แบรนด์มองเห็นกลุ่มเป้าหมายได้ชัดขึ้น เลือกโฟกัสได้ตรงจุด และสร้างตัวตนของแบรนด์ให้เข้าไปอยู่ในใจของผู้บริโภคแต่ละกลุ่มได้อย่างมีความหมาย
บทความนี้สะท้อนให้เห็นทั้งโอกาสทางธุรกิจ กลุ่มเป้าหมายที่น่าสนใจ รูปแบบการกินที่กำลังเปิดโอกาสใหม่ ช่องทางการกระจายสินค้าและสื่อที่เข้าถึงผู้บริโภคได้จริง รวมถึงแนวทางในการพัฒนาโปรโมชั่นให้สอดคล้องกับพฤติกรรมและทัศนคติที่เปลี่ยนไป
เนื้อหาในบทความนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของรายงาน Future Food Business Trend 2026–2027 หนังสือสรุปเทรนด์อาหารแห่งอนาคตประจำปี 2026 ที่รวบรวมอินไซต์เชิงลึกและมุมมองเชิงกลยุทธ์สำหรับธุรกิจอาหารอย่างครบถ้วน
ผู้ที่สนใจสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมและสั่งซื้อรายงานฉบับเต็มได้ที่
https://baramizilab.co.th/trend-reports/bundle-set-future-food-business-trend/
บทความโดย : คุณพลวัฒน์ จูเจริญ (Sr. Future Trend Researcher)
บทความอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง
- “บุฟเฟ่ต์ชาบู-ปิ้งย่าง” สนามรบแห่งใหม่ของร้านอาหารแบรนด์ และสมรภูมิในใจผู้บริโภคยุคใหม่
- UPF: อาหารแปรรูปสูง ที่คุณคิดว่า “ดีต่อสุขภาพ” อาจไม่ใช่อย่างที่คิด
- 5 Health Mindsets: The Next Big Opportunity: เข้าใจ 5 กลุ่มสุขภาพ = เจอโอกาสใหม่ก่อนใคร
รู้ก่อนนำคนอื่นไป “10 ก้าว”เทรนด์ขับเคลื่อนธุรกิจปี 2026 ที่ธุรกิจต้องเริ่มทำ
ปี 2026 คือปีแห่ง “โอกาสธุรกิจ” สำหรับผู้ประกอบการ
เมื่อเทคโนโลยีใหม่ ความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป และนโยบายระดับภูมิภาค เริ่มบรรจบกันอย่างชัดเจน
เพื่อให้ธุรกิจไม่ตกยุคและสร้างมูลค่าเหนือคู่แข่ง
เราได้รวบรวมเทรนด์โลกที่สำคัญ พร้อมแนวทางวัดผลตอบแทน (ROI) และกรอบการทำงานที่ช่วยสนับสนุนการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์

1. ปัญญาประดิษฐ์ตัวแทน (AI Agents)
ปัญญาประดิษฐ์ไม่ได้อยู่แค่ในวงการด้านเทคโนโลยีอีกต่อไป มันกลายเป็นตัวขับเคลื่อนธุรกิจที่จับต้องได้ โดย Gartner คาดการณ์ว่า 40% ขององค์กรจะนำเอา AI Agent เข้ามาใช้ภายในปลายปี 2026 AI Agent ต่างจาก Generative AI ที่ดำเนินงานตามคำสั่ง AI Agent สามารถทำงานอิสระได้ ถูกออกแบบมาสำหรับภารกิจเฉพาะเจาะจง และเรียนรู้ได้ตามเวลาจริง
กรณีศึกษา :Nextoria บริษัทที่ปรึกษาด้าน M&A จากลอนดอน ที่นำแพลตฟอร์ม AI ชื่อว่า Juma (ชื่อเดิม Team-GPT) เข้ามาใช้ในกระบวนการทำงาน สิ่งที่เกิดขึ้นคือ AI ช่วยลดความซับซ้อนในขั้นตอน Due Diligence ปรับปรุงความแม่นยำของโมเดลการเงิน และให้ข้อมูลสนับสนุนการเจรจาต่อรอง จนทำให้ Nextoria สามารถ “ปิดดีลได้เร็วขึ้นถึง 35%” พร้อมความถูกต้องแม่นยำที่สูงขึ้นกว่าเดิม
2. Social Commerce: ช่องทางการขายที่เติบโตเร็วที่สุด
ภาพรวมระดับโลก (Global Context): Social Commerce ได้กลายเป็นกระแสหลักของการค้าออนไลน์ไปแล้ว
ข้อมูลชี้ว่าตั้งแต่ปี 2023 ยอดขายผ่านช่องทางนี้ครองส่วนแบ่งถึง 17% ของการขายออนไลน์ทั้งหมดทั่วโลก
การเติบโตในตลาดสหรัฐฯ (US Market Forecast): แนวโน้มนี้ยังคงพุ่งทะยานต่อเนื่อง โดยเฉพาะในสหรัฐฯ ที่คาดการณ์ว่าในปี 2025 ตลาดจะมีมูลค่าสูงถึง 114.7 พันล้านดอลลาร์ ด้วยอัตราการเติบโตเฉลี่ย 14.4% ต่อปี
กุญแจความสำเร็จ: Shoppertainment ปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อนตัวเลขเหล่านี้คือเทรนด์ “Shoppertainment” (การผสานความบันเทิงเข้ากับการช้อปปิ้ง) ผู้สร้างคอนเทนต์ไม่ได้แค่ขายของ แต่เน้นสร้างความสนุกและประสบการณ์ร่วม ซึ่งพิสูจน์แล้วว่าทำให้อัตราการตัดสินใจซื้อ (Conversion Rate) สูงกว่าเว็บไซต์ E-commerce ทั่วไปถึง 30%
อนาคตปี 2030: ยุคแห่ง Live Shopping จุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ที่สุดกำลังจะเกิดขึ้นในรูปแบบ “Live Shopping” ซึ่งเป็นการรวมความบันเทิง การค้นพบสินค้า และการจ่ายเงินไว้ในจุดเดียว คาดการณ์ว่าตลาด Live Shopping ทั่วโลกจะเติบโตจากหลักหมื่นล้านในปัจจุบัน พุ่งแตะระดับ 2 ล้านล้านดอลลาร์ ภายในปี 2030
ปัจจัยแห่งความสำเร็จ:
- Micro-influencers ทรงพลัง: อินฟลูเอนเซอร์ระดับย่อย (Micro-influencers) มักสร้างผลลัพธ์ได้ดีกว่าคนดังระดับมหาชน เนื่องจากได้รับความไว้วางใจจากชุมชนผู้ติดตามที่เหนียวแน่นกว่า
- UGC และ Short Video: เนื้อหาที่สร้างโดยผู้ใช้จริง (User-Generated Content) และวิดีโอสั้น เป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญในการตัดสินใจซื้อ
- ความสมจริง (Authenticity): ความเป็นธรรมชาติและจริงใจของคลิปสั้น ได้รับการพิสูจน์แล้วว่ามีประสิทธิภาพสูงสุดในการดึงดูดความสนใจ
3.เศรษฐกิจสุขภาพ (Wellness Economy): โอกาสมหาศาลสำหรับไทย
กลุ่มธุรกิจที่น่าจับตามองและมีอัตราการเติบโตสูงสุด ได้แก่:
- อสังหาริมทรัพย์เพื่อสุขภาพ (Wellness Real Estate): เติบโต 15.8% ต่อปี
- สุขภาพจิต (Mental Wellness): เติบโต 10.1% ต่อปี
- ธุรกิจน้ำพุร้อนและแร่ธรรมชาติ: เติบโต 10% ต่อปี
สถานการณ์ในประเทศไทย: โตสวนกระแสถึง 2 เท่า ตัดภาพมาที่ประเทศไทย ในปี 2023 (พ.ศ. 2566) ตลาดเวลเนสไทยมีมูลค่า 4.19 แสนล้านบาท ซึ่งเป็นตัวเลขที่น่าตกใจเพราะ “เพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า” จากปีก่อนหน้า โดยโครงสร้างลูกค้าปัจจุบันประกอบด้วยคนไทย 60% และนักท่องเที่ยวต่างชาติ 40%
โอกาสทองของผู้ประกอบการ: “ช่องว่างในตลาดโรงแรม” ข้อมูลที่น่าสนใจที่สุดสำหรับนักลงทุนคือ 62% ของโรงแรมเชิงสุขภาพในไทย ยังเป็นผู้ประกอบการอิสระ (Non-branded) หรือยังไม่มีแบรนด์บริหารจัดการระดับสากล นี่จึงเป็นโอกาสมหาศาลสำหรับผู้ประกอบการรายใหม่ หรือเชนโรงแรมต่าง ๆ ที่จะเข้ามาสร้างมาตรฐานและยึดครองส่วนแบ่งตลาดในจุดนี้
โครงการระดับเรือธง (Key Benchmarks) ที่เปิดตัวในปี 2566:
- Fivelements (เกาะสมุย): รีสอร์ต Wellness ระดับไฮเอนด์
- Clinique La Prairie (ภูเก็ต): ศูนย์สุขภาพและเวลเนสระดับโลก
- Tiva Ao Makham (ภูเก็ต): โครงการใหม่จากเครือเซ็นทารา (Centara)
ช่องว่างทางการตลาด (Market Gaps) ที่น่าสนใจ:
- Wellness Hospitality: โรงแรมเชิงสุขภาพที่มีทำเลศักยภาพสูง แต่ยังขาดการบริหารจัดการโดยแบรนด์ระดับสากล
- AgeTech Solutions: แอปพลิเคชันอัจฉริยะและเทคโนโลยีเพื่อดูแลผู้สูงอายุ
- Personalized Wellness Packages: บริการสุขภาพเฉพาะบุคคลที่ขับเคลื่อนด้วยการวิเคราะห์ข้อมูลผ่าน AI
- Nutrition & Smart Fitness: ตลาดอาหารเพื่อสุขภาพ (มูลค่า 1.98 แสนล้านบาท) และเทคโนโลยีการออกกำลังกาย
4.Context-aware AI และบริการ “Context-as-a-Service”
แม้ว่า Generative AI ในปัจจุบันจะทรงพลังมาก แต่ยังมีข้อจำกัดเมื่อต้องนำไปใช้ในบริบททางธุรกิจที่ซับซ้อน ธุรกิจต่างๆ จึงจำเป็นต้อง “เทรน” (Train) หรือปรับจูน AI เหล่านี้ให้เข้าใจกฎระเบียบ เงื่อนไขเฉพาะ และข้อมูลเชิงลึกระดับย่อย (Micro-level data) เพื่อให้ AI สามารถนำมาใช้งานได้จริงและเกิดประโยชน์สูงสุด
โอกาสทางธุรกิจใหม่: Context Engineering กำลังกลายเป็นที่ต้องการอย่างมาก โดยบริษัทที่ปรึกษา, สำนักงานกฎหมาย และผู้ให้บริการข้อมูลชั้นนำ กำลังเร่งพัฒนาโซลูชันแบบ Context-as-a-Service เพื่อช่วยให้องค์กรต่างๆ สามารถปรับแต่ง AI ให้มีความฉลาดเฉพาะทาง และสร้างจุดเด่นที่แตกต่างในตลาดได้ (Niche)
สำหรับธุรกิจไทย: ในขณะที่ประเทศไทยกำลังตื่นตัวเรื่อง AI นี่คือโอกาสทองสำหรับบริษัทที่ปรึกษา (Consultants), ผู้บริหารข้อมูล (CDOs) และนักพัฒนาซอฟต์แวร์ ในการสร้างโซลูชัน AI ที่ถูกปรับแต่งให้เหมาะสมกับท้องถิ่น (Localization) โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำความเข้าใจ ภาษาไทย, ข้อกฎหมายในประเทศ และพลวัตของตลาดไทย
5.ความท้าทายในยุค “Post-Globalization” และการปฏิรูปห่วงโซ่อุปทาน
ยุคทองของโลกาภิวัตน์ที่ไร้พรมแดนหรือแนวคิด “โลกแบน” (The World is Flat) ได้สิ้นสุดลงแล้ว สัญญาณที่ชัดเจนคือสงครามการค้า การใช้มาตรการกำแพงภาษี และความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ทวีความรุนแรงขึ้น ส่งผลให้โครงสร้างการค้าโลกเปลี่ยนไป
กลยุทธ์รับมือสำหรับธุรกิจไทย:
- Nearshoring: พิจารณาย้ายฐานการผลิตมายังประเทศใกล้เคียง หรือปรับขนาดการผลิตให้มีความคล่องตัวมากขึ้น
- Glocalization: ยกระดับมาตรฐานสู่สากล (Global) โดยยังคงจุดแข็งและเอกลักษณ์ของท้องถิ่น (Local) เอาไว้
- Digital Resilience: ลงทุนในเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อสร้างความยืดหยุ่นให้ห่วงโซ่อุปทาน สามารถปรับเปลี่ยนได้ทันทีเมื่อเกิดวิกฤต
- ASEAN Focus: ขยายและเจาะตลาดในภูมิภาคอาเซียนให้เข้มข้นขึ้น
โอกาสทองของการดึงดูดการลงทุน: ทุนจีนกำลังเร่งกระจายความเสี่ยงของห่วงโซ่อุปทานออกนอกประเทศ (Decoupling) ส่งผลให้กลยุทธ์ “China Plus One” ยังคงดำเนินต่อไปอย่างต่อเนื่อง ซึ่งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้—รวมถึงประเทศไทย—จะยังคงได้รับอานิสงส์สำคัญจากการย้ายฐานผลิตนี้ อย่างต่อเนื่อง ซึ่งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้—รวมถึงประเทศไทย—จะยังคงได้รับอานิสงส์สำคัญจากการย้ายฐานผลิตนี้
6. Creator Economy: ผู้ขับเคลื่อนหลักในห่วงโซ่มูลค่า
ตลาดเศรษฐกิจผู้สร้างสรรค์เนื้อหา (Creator Economy) ในสหรัฐฯ คาดว่าจะเติบโตจาก 1.23 หมื่นล้านดอลลาร์ (ปี 2566) พุ่งสู่ 2.06 หมื่นล้านดอลลาร์ (ปี 2569) ส่งผลให้แบรนด์ต่างๆ กำลัง จัดสรรงบประมาณใหม่ (Budget Reallocation) เพื่อมุ่งเน้นไปที่ Influencer Marketing มากขึ้น
ผลตอบแทนการลงทุน (ROI) ที่พิสูจน์แล้ว:
- High Return: การตลาดผ่านอินฟลูเอนเซอร์สร้างผลตอบแทนได้เฉลี่ย
5.78 – 20 ดอลลาร์ ต่อทุกๆ 1 ดอลลาร์ที่ลงทุนไป - Outperform: ให้ผลตอบแทนสูงกว่าการโฆษณาดิจิทัลแบบดั้งเดิม
(Traditional Digital Ads) ถึง 11 เท่า - Top Tier Success: แคมเปญที่ประสบความสำเร็จสูงสุดสามารถทำยอดขายได้ถึง 18-20 ดอลลาร์ ต่อเงินลงทุน 1 ดอลลาร์
ทำไม Micro-influencers ถึงเป็นผู้ชนะ: กลุ่มอินฟลูเอนเซอร์ระดับย่อย (Micro-influencers) มักมีประสิทธิภาพเหนือกว่ารายใหญ่ เนื่องจากมีอัตราการมีส่วนร่วม (Engagement Rate) ที่สูงกว่า ได้รับความไว้วางใจจากชุมชนที่เหนียวแน่น และมีความสามารถในการปิดการขาย (Conversion) ที่ยอดเยี่ยม ปัจจัยเหล่านี้ทำให้องค์กรกว่า 71% ตัดสินใจเพิ่มงบประมาณด้านนี้ต่อเนื่องทุกปี
โอกาสสำหรับประเทศไทย: ประเทศไทยมีรากฐาน Creator ที่แข็งแกร่งมาก โดยเฉพาะในกลุ่มความงาม แฟชั่น สุขภาพ และการท่องเที่ยว โอกาสทางธุรกิจที่น่าสนใจคือการสร้าง “แพลตฟอร์มสนับสนุน Creator แบบครบวงจร” ที่มาพร้อมกับระบบวิเคราะห์ข้อมูล (Analytics), เครื่องมือช่วยทำงานร่วมกัน (Collaboration Tools) และระบบการชำระเงินที่ไร้รอยต่อ
7. เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy): ขุมทรัพย์มูลค่า 7 แสนล้านดอลลาร์
แม้ว่าคำว่า “ความยั่งยืน” (Sustainability) มักจะถูกเชื่อมโยงกับการรักษาสิ่งแวดล้อม แต่โมเดล เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) นั้นแท้จริงแล้วคือเครื่องมือสร้างกำไรที่วัดผลได้ จากผลสำรวจพบว่า 97% ของบริษัทที่นำแนวคิดนี้มาใช้ มีเป้าหมายที่เหนือกว่าแค่เรื่องโลกสวย แต่เพื่อสร้าง “ผลกำไร” และ “ความได้เปรียบทางการแข่งขัน”
ผลลัพธ์ทางธุรกิจที่พิสูจน์แล้ว:
- Revenue Growth: 70% ขององค์กรคาดการณ์ว่าแนวทาง Circular จะช่วยเพิ่มรายได้ภายในปี 2029 (พ.ศ. 2572)
- Top-line Growth: โมเดลหมุนเวียนช่วยสร้างการเติบโตของรายได้รวมได้ถึง 15-20%
- Cost Reduction: ช่วยลดต้นทุนวัตถุดิบลงได้ 10-15%
Market Value: ตลาด Circular Economy มีศักยภาพแตะระดับ 700 พันล้านดอลลาร์ภายในปี 2030 (พ.ศ. 2573)

กรณีศึกษาความสำเร็จ (Use Case): Philips ร่วมมือกับโรงพยาบาลในการอัปเกรดอุปกรณ์ทางการแพทย์
(เช่น เครื่อง MRI, CT scanner) ผ่านโปรแกรมแลกเปลี่ยนเครื่องเก่า (Trade-in) เพื่อรับส่วนลด โดย Philips จะนำเครื่องเก่าไปผ่านกระบวนการปรับปรุงสภาพใหม่ (Refurbish) และนำกลับมาจำหน่ายอีกครั้ง โมเดลนี้ช่วยให้โรงพยาบาลประหยัดงบประมาณ ในขณะที่ Philips สามารถเข้าถึงตลาดกลุ่มใหม่ที่ต้องการสินค้าราคาจับต้องได้ (Affordability)
8.บริบทเฉพาะของไทย: 10 เทรนด์ขับเคลื่อนปี 2566
นอกเหนือจากเทรนด์ระดับโลกแล้ว ประเทศไทยยังมี “ปัจจัยเฉพาะตัว” ที่แตกต่าง ซึ่งธุรกิจต้องจับตามองเป็นพิเศษ:
- AI Agent Localization: การประยุกต์ใช้ AI ที่เข้าใจภาษาไทยและบริบทท้องถิ่นอย่างลึกซึ้ง
- ทุนจีน (Chinese Capital): การวางตำแหน่งธุรกิจไทยให้เหนือกว่าคู่แข่งจากจีน โดยเน้นจุดแข็งเรื่อง “คุณภาพและการบริการ” (Service & Quality)
- Longevity & AgeTech: สังคมสูงวัยผลักดันความต้องการเทคโนโลยีเพื่อการดูแลสุขภาพ (Healthcare Technology)
- Targeted Tourism: การเปลี่ยนผ่านจากการท่องเที่ยวเน้นปริมาณ (Mass Tourism) สู่การท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ เช่น Wellness, Medical, MICE และการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ
- Gen Well: คนรุ่นใหม่ที่ให้ความสำคัญกับสมดุลชีวิตและการทำงาน (Work-Life Balance) รวมถึงประสบการณ์ด้านสุขภาวะ
- Brand Values: การสร้างแบรนด์ที่แข็งแกร่งเพื่อสร้างความแตกต่าง (Differentiation) หลุดพ้นจากสงครามราคาสินค้าทั่วไป
- Materiality in Action: ESG ต้องไม่ใช่แค่คำโฆษณา แต่ต้องเป็นแกนหลักของกลยุทธ์องค์กรที่จับต้องได้จริง
- Bioconvergence: การบรรจบกันของเทคโนโลยีชีวภาพและดิจิทัล สร้างโอกาสในธุรกิจการแพทย์เฉพาะบุคคล (Personalized Medicine) และเกษตรอัจฉริยะ (Smart Agriculture)
- Trust: “ความไว้วางใจ” คือต้นทุนใหม่ (New Capital) ที่จะเป็นตัวชี้วัดแพ้ชนะในการแข่งขันระยะยาว

9. นโยบาย ESG และการวัดผลความยั่งยืน
สินทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับ ESG คาดว่าจะแตะระดับ 33.9 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปี 2566 ซึ่งเป็นสัญญาณชัดเจนว่าสถาบันการเงินและนักลงทุนกำลังผลักดันให้ความยั่งยืน
กลายเป็นเรื่องจริงจังทางธุรกิจ
ผลตอบแทนจากการเปลี่ยนผ่าน (The Green Advantage): บริษัทที่มีความมุ่งมั่นต่อความยั่งยืนอย่างแท้จริงจะได้รับสิทธิประโยชน์สำคัญ
ได้แก่ การเข้าถึงแหล่งเงินทุนต้นทุนต่ำ (Lower-cost financing), ความเสี่ยงทางธุรกิจที่ลดลง และโอกาสในการดึงดูดพนักงานที่มีความสามารถ (Talent) ซึ่งต้องการทำงานในองค์กรที่มีเป้าหมายเพื่อสังคม
ตัวเลขที่น่าสนใจ:
- 47% ของผู้บริหารระดับสูง (C-Level) คาดการณ์ว่าการเพิกเฉยหรือลดความสำคัญของ ESG จะนำไปสู่การหยุดชะงักทางธุรกิจ
- 60% ของผู้บริหารระบุว่า ความยั่งยืนในห่วงโซ่อุปทานช่วยให้ดึงดูดลูกค้ากลุ่มใหม่ได้จริง
ข้อเสนอแนะเชิงกลยุทธ์สำหรับธุรกิจไทย (Strategic Recommendations)
ผู้ประกอบการที่จะประสบความสำเร็จในปีนี้ ควรปรับใช้กลยุทธ์ดังนี้:
- ชิงความได้เปรียบในระยะสั้น (Quick Wins for First Movers): การนำ AI Agent มาใช้งานมีกรอบเวลาคืนทุนสั้นเพียง 3-6 เดือน แต่สร้างผลตอบแทนการลงทุน (ROI) ได้สูงถึง 5-10 เท่า ถือเป็นการเดิมพันระยะสั้นที่คุ้มค่าที่สุด
- สมดุลเกมยาว (Balance with Long-term): ธุรกิจในกลุ่ม Wellness Economy และโมเดล Circular Economy อาจต้องใช้เวลา 6-12 เดือนในการตั้งไข่ แต่จะสร้างมูลค่าที่มั่นคงและยั่งยืน (Steady-state value) ในระยะยาว
- ใช้กลยุทธ์ควบคู่ (Dual Track Strategy): บริหารจัดการ Social Commerce และ Creator Partnerships ไปพร้อมกัน โดยใช้ทรัพยากรดิจิทัลชุดเดียวกันเพื่อความคุ้มค่าสูงสุด
- บริหารความเสี่ยงด้านความเชื่อมั่น (Trust Management): ในโลกที่สถานการณ์มีความผันผวนสูง “ความโปร่งใส” และ “ความไว้วางใจ” คือตัวตัดสินว่าใครจะเป็นผู้ชนะในตลาด
- ยึดข้อมูลเป็นศูนย์กลาง (Data-Centric): ใช้การตัดสินใจบนฐานข้อมูล (Data-driven) ตั้งแต่การกำหนดกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย การยิงโฆษณา ไปจนถึงการวัดผล ROI ในทุกมิติ
บทสรุป (Executive Summary)
ปี 2566 เปรียบเสมือน “หน้าต่างแห่งโอกาส” (Window of Opportunity) ที่เปิดกว้างสำหรับธุรกิจไทย โดยเฉพาะองค์กรที่กล้าปรับตัวและเคลื่อนที่เร็ว
ผู้ที่สามารถวางตำแหน่งธุรกิจให้สอดคล้องกับเทรนด์ AI, Wellness, Social Commerce และ Circular Economy จะสามารถคว้า “ส่วนแบ่งการตลาดที่เหนือกว่า” (Outsized Share) ในการเติบโตระลอกใหม่นี้ได้ สิ่งสำคัญที่สุดคือการสร้างขีดความสามารถในการตัดสินใจด้วยข้อมูลจริง เพื่อรับมือกับความไม่แน่นอนที่อาจเกิดขึ้น
บทความโดย : ภูชิต มุณีวงศ์ (Future Trend Researcher)
บทความเทรนด์อื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง
- “Gartner” เปิด 10 เทรนด์เทคโนโลยีเปลี่ยนโฉมธุรกิจปี 2026
- แนวโน้มตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (EV Trends) ปี 2025-2026
- 10 Digital Marketing Trends 2026: การตลาดไทย
คนแต่ละวัยดูแลสุขภาพไม่เหมือนกัน และความแตกต่างนี้กำลังสะท้อนอนาคตของธุรกิจสุขภาพไทย
จากการสำรวจผู้บริโภค 1,200 คนทั่วประเทศ โดยบริษัท บารามีซี่ แล็บ ร่วมกับ IQQEW POLL พบว่า การดูแลสุขภาพเชิงรุก (Proactive Healthcare) ไม่ได้หมายถึงเพียงการหลีกเลี่ยงโรค แต่คือการใช้ชีวิตอย่างตระหนักรู้ในทุกมิติ ทั้งร่างกาย จิตใจ และพฤติกรรม เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาว และลดความเสี่ยงด้านสุขภาพในอนาคต
บทความนี้สะท้อนภาพพฤติกรรม ทัศนคติ และความต้องการด้านสุขภาพของผู้บริโภค โดยเฉพาะกลุ่ม Gen X อายุ 45–59 ปี คือกลุ่มผู้ตอบแบบสอบถาม จำนวน 225 คน หรือคิดเป็น 18.75% ของทั้งหมด 1,200 คน
Gen X รู้ดีว่าเวลาของสุขภาพไม่รอใคร
Gen X เป็นช่วงวัยที่เริ่มหันกลับมาดูแลตัวเองอย่างจริงจัง จากประสบการณ์เจ็บป่วยของตนเองหรือคนรอบตัว ทำให้สุขภาพกลายเป็นเรื่องที่ไม่สามารถผัดวันประกันพรุ่งได้อีกต่อไป
ข้อมูลชี้ว่า Gen X มีแรงจูงใจในการดูแลสุขภาพสูง โดยเฉพาะจากประสบการณ์การเจ็บป่วย และให้ความสำคัญกับการตรวจสุขภาพตามคำแนะนำแพทย์ แต่ในขณะเดียวกัน ยังเผชิญข้อจำกัดด้านค่าใช้จ่ายและเวลา ส่งผลให้การดูแลสุขภาพอาจยังไม่ต่อเนื่องเท่าที่ควร
ความสนใจของ Gen X ต่อบริการและเทคโนโลยีสุขภาพในอนาคต

บริการที่ Gen X ให้ความสนใจมากที่สุดคือ การดูแลสุขภาพเชิงป้องกันและส่งเสริมสุขภาพ รวมถึงบริการที่เพิ่มความสะดวก เช่น การดูแลจากระยะไกล เทคโนโลยีด้านสุขภาพ และบริการด้าน wellness หรือชะลอวัย สะท้อนว่ากลุ่มนี้เปิดรับนวัตกรรม หากใช้งานง่าย เชื่อถือได้ และมีความคุ้มค่า
สุขภาพเชิงป้องกัน: สิ่งที่ Gen X ต้องการจริง ไม่ใช่แค่ตามกระแส
ในบรรดาทุกบริการด้านสุขภาพ สิ่งที่ Gen X สนใจมากที่สุดคือ “บริการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันและส่งเสริมสุขภาพ”
ด้านการรับข้อมูล Gen X ยังคงเชื่อถือแพทย์และโรงพยาบาลเป็นหลัก แต่ก็ใช้โซเชียลมีเดีย เว็บไซต์สุขภาพ และคอนเทนต์ดิจิทัลควบคู่กันก่อนตัดสินใจ พร้อมทั้งต้องการระบบสนับสนุน เช่น โปรแกรมตรวจสุขภาพราคาที่เข้าถึงได้ ระบบติดตามผล และการสื่อสารด้านสุขภาพอย่างต่อเนื่อง
ทั้งหมดนี้สะท้อนว่า Gen X กำลังมองสุขภาพในมุมใหม่ จากสิ่งที่ “อยากทำ” เป็นสิ่งที่ “จำเป็นต้องทำ” และกลายเป็นกลุ่มที่มีศักยภาพสูงสำหรับธุรกิจและนวัตกรรมด้านสุขภาพ หากสามารถเข้าใจความคุ้มค่า ความสะดวก และการสื่อสารที่ผสมผสานความน่าเชื่อถือทางการแพทย์กับดิจิทัลได้อย่างเหมาะสม
บทสรุป
บทความนี้ เป็นเพียงส่วนหนึ่งของผลการสำรวจพฤติกรรมสุขภาพของผู้บริโภคไทย โดยเฉพาะมุมมองของ Gen X ซึ่งสะท้อนการเปลี่ยนผ่านสำคัญจากการดูแลสุขภาพแบบตั้งรับ ไปสู่การดูแลสุขภาพเชิงป้องกันอย่างจริงจัง
ในรายงานฉบับเต็ม “Health Behavior Landscape: อินไซต์พฤติกรรมสุขภาพของคนไทย 5 Generations” ได้ขยายภาพให้เห็นความแตกต่างของแต่ละช่วงวัย ตั้งแต่ Gen Alpha ถึง Baby Boomer พร้อมอินไซต์เชิงลึกที่สามารถนำไปใช้ต่อยอดในการออกแบบบริการ กลยุทธ์ หรือแนวคิดด้านสุขภาพในอนาคต
สำหรับผู้ที่ต้องการทำความเข้าใจพฤติกรรมสุขภาพของผู้บริโภคไทยในภาพรวม สามารถดาวน์โหลด E-Book ฉบับเต็มได้ฟรี https://forms.gle/tZgKUgH5M5wPBkjC8
บทความอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง
- “บุฟเฟ่ต์ชาบู-ปิ้งย่าง” สนามรบแห่งใหม่ของร้านอาหารแบรนด์ และสมรภูมิในใจผู้บริโภคยุคใหม่
- UPF: อาหารแปรรูปสูง ที่คุณคิดว่า “ดีต่อสุขภาพ” อาจไม่ใช่อย่างที่คิด
- 5 Health Mindsets: The Next Big Opportunity: เข้าใจ 5 กลุ่มสุขภาพ = เจอโอกาสใหม่ก่อนใคร
ในโลกธุรกิจที่หมุนเร็ว การรู้เทรนด์ก่อนคู่แข่งเพียงก้าวเดียว อาจหมายถึงส่วนแบ่งการตลาดมหาศาล
ล่าสุด Pinterest แพลตฟอร์มที่เปรียบเสมือน “ลูกแก้วพยากรณ์” ของโลกการตลาด ได้ปล่อยรายงาน Pinterest Predicts สำหรับปี 2026 ออกมาแล้ว ความน่าสนใจของรายงานนี้คือ Pinterest ไม่ได้วิเคราะห์จากสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว แต่วิเคราะห์จาก “Search Intent” (เจตนาการค้นหา) ของผู้ใช้งานกว่า 400 ล้านคนทั่วโลก ซึ่งมักจะเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงความต้องการซื้อที่จะเกิดขึ้นจริงในอนาคต
จากการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก เราพบว่าปี 2026 จะไม่ใช่ปีแห่งความ “เรียบง่าย” หรือ “มินิมอล” อีกต่อไป แต่มันคือปีแห่งการแสดงออก (Expression), สัมผัส (Sensory), และการผสมผสาน (Hybrid)
นี่คือ 4 กลยุทธ์ทางธุรกิจ ที่เราถอดรหัสมาจากเทรนด์ เพื่อให้ผู้ประกอบการและนักการตลาดนำไปปรับทิศทางแบรนด์ได้ทันที
กลยุทธ์ที่ 1: Sensory Marketing – เอาชนะใจด้วย “ผิวสัมผัส” และ “สีสัน”
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เราคุ้นชินกับความงามแบบ “Clean Girl Aesthetic” และงานดีไซน์แบบ “Flat Design” ที่เน้นความเรียบแบน แต่ในปี 2026 ผู้บริโภคกำลังโหยหา “Texture” หรือผิวสัมผัสที่จับต้องได้จริง
เทรนด์ ‘Gimme Gummy’ (ความหนึบหนับแบบเจลลี่) และ ‘Laced Up’ (ผ้าลูกไม้) สะท้อนให้เห็นว่า ผู้คนต้องการสินค้าที่มีมิติ มีความนูน ความเด้ง หรือความละเอียดของงานฝีมือ ในขณะที่ ‘Cool Blue’ หรือสีฟ้าน้ำแข็ง จะเข้ามาแทนที่สีเอิร์ธโทนที่เริ่มน่าเบื่อ
โอกาสทางธุรกิจ:
- Product Design & Packaging: หากคุณขายสินค้าอุปโภคบริโภค (FMCG), Gadget หรือเครื่องสำอาง ถึงเวลาต้อง R&D บรรจุภัณฑ์ใหม่ ลองใช้วัสดุที่มีผิวสัมผัส (Soft Touch), การเคลือบนูน (Emboss), หรือวัสดุกึ่งโปร่งแสงสีสดใสแบบ Jelly เพื่อดึงดูดสายตาและกระตุ้นให้ลูกค้าอยาก “หยิบจับ”
- Visual Merchandising: การจัดหน้าร้านหรือการถ่ายภาพสินค้า ต้องเน้นให้เห็น Texture ชัดเจน แสงเงาต้องขับเน้นความนูน ความลึก เพื่อให้ลูกค้ารู้สึกถึงสินค้าได้แม้ผ่านหน้าจอ
กลยุทธ์ที่ 2: The Art of Upselling – ขายความเป็น “Artist” ให้ลูกค้า
พฤติกรรมผู้บริโภค Gen Z และ Millennials ในปี 2026 จะปฏิเสธความเป็น Mass Product มากขึ้น พวกเขาไม่ต้องการ “เหมือนใคร” แต่ต้องการเป็น “ผู้กำหนดเอง”
เทรนด์ ‘Scent Stacking’ (การเลเยอร์น้ำหอม) คือตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุด ลูกค้าไม่ได้ต้องการน้ำหอมกลิ่นสำเร็จรูปเพียงขวดเดียว แต่ต้องการวัตถุดิบเพื่อนำไปผสมสร้างกลิ่น Signature ของตัวเอง หรือเทรนด์ ‘Poetcore’ ที่เน้นสไตล์เฉพาะตัวแบบนักกวี ก็สะท้อนถึงการโหยหาอัตลักษณ์ที่ลึกซึ้ง
โอกาสทางธุรกิจ:
- Hyper-Personalization: เลิกขายสินค้าแบบ Single Piece แล้วหันมาทำ “DIY Kit” หรือ “Curated Bundle” แทน เช่น แบรนด์บิวตี้ควรขายเซตลิปสติกที่ผสมสีเองได้ หรือเซตน้ำหอมไซส์มินิ 3 กลิ่นที่ออกแบบมาให้ฉีดทับกันได้
- Storytelling Marketing: สินค้าของคุณต้องมีเรื่องราว อย่าแค่ขาย “เสื้อ” แต่ให้ขาย “จิตวิญญาณของนักเขียน” (ตามเทรนด์ Poetcore) การเขียน Copywriting จะต้องลึกซึ้งและมีเสน่ห์ดึงดูดทางอารมณ์มากขึ้น
กลยุทธ์ที่ 3: Nostalgia & Human Touch – กลับสู่ความคลาสสิกในยุค AI
ยิ่งโลกหมุนไปสู่ AI และ Digital มากเท่าไหร่ มนุษย์ยิ่งโหยหา “Analog Touch” มากเท่านั้น
การกลับมาของเทรนด์ ‘Glamoratti’ (ความหรูหรายุค 80s), ‘Brooched’ (เข็มกลัดวินเทจ), และ ‘Pen Pals’ (เพื่อนทางจดหมาย) คือปฏิกิริยาโต้กลับ (Counter-trend) ต่อความรวดเร็วของเทคโนโลยี คนเริ่มมองหาสิ่งที่ช้าลง ประณีตขึ้น และมีความทรงจำ
โอกาสทางธุรกิจ:
- Unboxing Experience: สำหรับธุรกิจ E-commerce นี่คือไม้ตาย การแนบ “การ์ดขอบคุณที่เขียนด้วยลายมือ” (Handwritten Note) หรือการใช้บรรจุภัณฑ์ที่ให้ความรู้สึกเหมือนได้รับจดหมายจากเพื่อน จะสร้าง Customer Loyalty ได้มหาศาลในยุคที่ทุกอย่างเป็นข้อความอัตโนมัติ
- Niche Market for Men: จับตาดูตลาดแฟชั่นผู้ชายให้ดี การที่ผู้ชายหันมาติดเข็มกลัด (Brooched) แสดงถึงความกล้าในการแต่งตัวที่มากขึ้น แบรนด์เสื้อผ้าควรขยายไลน์ Accessories สำหรับผู้ชายเพื่อรองรับ Demand นี้
กลยุทธ์ที่ 4: Experience Economy – พื้นที่ต้อง “สนุก” และ “ตะโกน”
หมดยุค “Sad Beige” หรือการตกแต่งร้านสไตล์มินิมอลสีครีมที่ดูจืดชืด ปี 2026 คือปีของ ‘FunHaus’ (สไตล์ละครสัตว์) และ ‘Neo Deco’ (ความหรูหรารูปทรงเรขาคณิต)
ลูกค้าจะยอมจ่ายเงินและเสียเวลาเดินทางไปในสถานที่ที่มอบ “ประสบการณ์ทางสายตา” ที่แปลกใหม่ สนุกสนาน และถ่ายรูปได้สวยแบบไม่ซ้ำใคร
โอกาสทางธุรกิจ:
- Offline Retail & Cafe: หากคุณกำลังจะรีโนเวทร้าน อย่ากลัวที่จะใช้สีสันที่ตัดกัน (Contrast), ลายทางขาว-ดำ, หรือเฟอร์นิเจอร์รูปทรงแปลกประหลาด ความ “แปลก” จะกลายเป็น Magnet ดึงดูดลูกค้าให้มา Check-in
- Luxury Positioning: สำหรับสินค้า High-ticket การใช้ดีไซน์แบบ Neo Deco (โครเมียม, ทองเหลือง, เส้นสายเรขาคณิต) จะช่วยอัปเกรดภาพลักษณ์แบรนด์ให้ดู Modern Luxury และขายได้ในราคาที่สูงขึ้น
บทสรุป: ก้าวต่อไปของแบรนด์
Pinterest Predicts 2026 กำลังบอกเราว่า ลูกค้าไม่ได้ต้องการแค่ “สินค้า” อีกต่อไป แต่พวกเขาต้องการ:
- สัมผัส ที่แตกต่าง (Tactile)
- ตัวตน ที่เลือกเองได้ (Personalized)
- ความทรงจำ ที่จับต้องได้ (Analog)
- ความสนุก ที่หลุดกรอบ (Expressive)
คำถามสำคัญสำหรับเจ้าของธุรกิจในวันนี้ไม่ใช่ “เราจะตามเทรนด์ไหนดี?” แต่คือ “เราจะปรับสินค้าและบริการที่มีอยู่ ให้ตอบโจทย์ความต้องการลึกๆ เหล่านี้ได้อย่างไร?”
บทความโดย : ภูชิต มุณีวงศ์ (Future Trend Researcher)
อ้างอิงจาก : https://business.pinterest.com/en-gb/pinterest-predicts/
บทความเทรนด์อื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง
- “Gartner” เปิด 10 เทรนด์เทคโนโลยีเปลี่ยนโฉมธุรกิจปี 2026
- แนวโน้มตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (EV Trends) ปี 2025-2026
- 10 Digital Marketing Trends 2026: การตลาดไทย
เศรษฐกิจ ธุรกิจ พฤติกรรม ที่อยู่เบื้องหลังการเปลี่ยนแปลงของต้นคริสต์มาส
แม้เทศกาลคริสต์มาสจะไม่ได้มีต้นกำเนิดที่เกี่ยวข้องกับประเทศไทยโดยตรง แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าความนิยมและอิทธิพลของเทศกาลได้แพร่กระจายไปแทบทุกมุมโลก “บรรยากาศแห่งการเฉลิมฉลอง” กลายเป็นกลิ่นอายที่พบได้ทั้งในเมืองใหญ่ ห้างสรรพสินค้า พื้นที่สาธารณะ ไปจนถึงพื้นที่ส่วนตัวอย่างบ้านและคอนโด ในบริบทของการออกแบบและตกแต่งที่อยู่อาศัย “ต้นคริสต์มาส” (หรือก็คือต้นส้น) ทำหน้าที่เป็น “พระเอก” ของงานนี้มาอย่างยาวนาน เป็นสัญลักษณ์ที่ทำให้ผู้คนรับรู้ถึงเทศกาลได้ทันที
อย่างไรก็ตาม หากมองต้นคริสต์มาสในฐานะ “องค์ประกอบการออกแบบ” มากกว่าของประดับตามฤดูกาล คำถามสำคัญคือที่ผ่านมา และในอนาคต อะไรบ้างที่จะเข้ามากำหนดหน้าตาและบทบาทของมัน? แน่นอนว่าเรามักบอกว่าเลือกเพราะ “ความสวยงาม” แต่ความจริงแล้ว การเลือกนั้นมีระบบเศรษฐกิจ สภาพสังคม และค่านิยมร่วมสมัยซ่อนอยู่เสมอ ตั้งแต่รูปแบบการอยู่อาศัยในเมือง ความคุ้มค่าและต้นทุนที่ผันผวน ตามข้อมูลขององค์การการค้าโลก (WTO) ปริมาณการค้าระหว่างประเทศโดยทั่วไปจะเพิ่มขึ้น 15% ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี โดยมีแรงขับเคลื่อนหลักมาจากการนำเข้าและส่งออกที่เกี่ยวข้องกับเทศกาลวันหยุด ไปจนถึงพฤติกรรมผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับความยืดหยุ่น ความปลอดภัย และความหมายเชิงตัวตนมากขึ้นเรื่อยๆ การเลือกต้นคริสต์มาสจึงเริ่มมี “เหตุผลเชิงระบบ” มากกว่าการเป็นเพียงเเค่การทำตามๆ กันไป
100 ปี บันทึกประวัติศาสตร์การตกแต่งบ้านช่วงคริสต์มาส
ข้อมูลจาก นิตยสาร Better Homes & Gardens ที่เปิดตัวครั้งแรกในปี 1922 ได้มีการพูดถึงการตกแต่งต้นคริสต์มาสมีการพัฒนาอย่างมากในช่วงศตวรรษที่ผ่านมา โดยได้รับอิทธิพลจากเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์และความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี
- 1920s ต้นยุคการไฟฟ้าตามบ้านเรือน: ก่อนทศวรรษ 1920 ไฟฟ้ายังไม่เข้าถึงคนส่วนใหญ่ และไฟประดับยุคแรกมีราคาสูง พอวิทยาการไฟฟ้าเริ่มก้าวหน้า เริ่มมีชุดไฟประดับเชิงพาณิชย์ แสงจึงกลายเป็นสัญลักษณ์ของ “บ้านยุคใหม่” ที่ปลอดภัยกว่าเดิม
- 1930s-1940s เศรษฐกิจตกต่ำ สงครามและการขาดแคลน: เกิดการสร้างของตกเเต่งและต้นคริสต์มาสจากของเหลือใช้ และการน้ำกลับมาใช้ใหม่ ซึ่งเป็นแนวคิดเริ่มต้นของต้นคริสต์มาสเทียมที่นิยมในปัจจุบันมากขึ้น
- 1950s ยุคหลังสงคราม ก่อร่างครอบครัว และการเข้ามาของวัสดุใหม่ๆ: การออกแบบภายในมุ่งเน้นให้บ้านมีความสดในขึ้นกว่าเดิม รวมทั้งวัสดุมันวาวต่างๆ มีส่วนสำคัญกับการออกแบบมากขึ้น
- 1960-1990 ต้นคริสต์มาสกลายเป็น “สไตล์แต่ละบุคคล”: ต้นคริสต์มาสค่อยๆ กลายเป็นตัวบอกสไตล์บ้าน จากยุคที่คนสั่งทำตามความชอบ ไปสู่ความธรรมชาติและงานคราฟต์ แล้วพัฒนาเป็นการคุมโทนจัดฉากแบบจริงจัง
- 2000s: ยุคอินเทอร์เน็ต, How-to culture และความเรียบง่าย: คนเริ่มเสพ “คู่มือ” และไอเดียออนไลน์ การตกแต่งต้นคริสต์มาสถูกทำให้เป็นระบบ ต้นคริสต์มาสกลายเป็นงาน “จัดองค์ประกอบ” มากขึ้น และทำซ้ำได้ทุกปีแบบเป็นขั้นตอน
- 2010s ยุคโซเชียลมีเดีย: บ้านถูกออกแบบให้ถ่ายรูปได้ ต้นคริสต์มาสกลายฉากหลังและออกแบบการจัดวาง
- 2020s-2025 Maximalism vs Minimal: หลังการสิ้นสุดการระบาดครั้งใหญ่ของ Covid 19 ความเศร้าหมองเริ่มคลี่คลายลง และการใช้เวลาในบ้านนานมากขึ้นทำให้เกิดการใช้งานเละออกแบบพื้นที่มากขึ้น ผู้คนเลือกที่จะจัดบ้าน เเต่สไตล์กลับแตกต่างกัน มีบางกลุ่มที่ต้องการความรื่นเริ่งโอ่อ่าเพื่อลบความเศร้าหมอง แต่ก็มีบางกลุ่มที่ต้องการความเรียบง่าย
จากแนวโน้มทั้งหมดส่งผลให้ปัจจุบันการตกเเต่งต้นคริสต์มาสมีหน้าตาเป็น 2 จำพวกใหญ่ๆ คือ
ฝั่ง A: Classic “ต้นคริสต์มาสยังคงเป็นหัวใจ ตัวเเทนความอบอุ่นของเทศกาล”
ถ้าคุณอยู่ทีม Classic คุณเชื่อว่าต้นคริสต์มาสควรเป็นหัวใจของงานเทศกาล ในยุคที่ความเบื่อหน่ายสังคมเร่งรีบ ผู้คนโหยหาอดีตเเละให้ค่ากับความสัมพันธ์รอบตัวมากขึ้น การตกเเต่งแบบตามธรรมเนียมกลายเป็นเครื่องสะท้อนความงดงามของช่วงเวลาในอดีต
เทรนด์ปี 2025 ของฝั่ง Classic:
- Interior Styling เต็มรูปแบบ: ไม่ใช่แค่การวางต้นไม้เพียงต้นเดียว แต่เป็นการทำ “Zoning” ในบ้าน เช่น เทรนด์ Multiple Trees (หนึ่งห้องหนึ่งอารมณ์) เพื่อสร้างบรรยากาศที่หลากหลาย (ข้อมูลจาก The American Christmas Tree Association)
- Texture & Light: เน้นความสมจริงของกิ่งก้าน และการใช้ไฟสไตล์วินเทจ (Vintage-style lights) ที่ให้แสงนุ่มนวลกว่าไฟสีขาวโพลนแบบเดิม (Better Homes & Gardens)
ในสหรัฐฯ ธุรกิจต้นสนจริงมียอดขายสูงถึง 25–30 ล้านต้นต่อปี สร้างมูลค่าอุตสาหกรรมกว่า 2 พันล้านดอลลาร์ อย่างไรก็ตาม กำไรไม่ได้ไหลกลับไปหาเกษตรกรมากอย่างที่คิด ต้นขนาด 6-7 ฟุตมีราคาส่งเฉลี่ยเพียง 35 ดอลลาร์สหรัฐ และเมื่อหักต้นทุนการปลูกที่ยาวนาน กำไรจะเหลือเพียง 25–30% (ประมาณ 8–10 ดอลลาร์สหรัฐต่อต้น) ในขณะที่ฝั่งค้าปลีกมักจะบวกราคากว่า 100% เพื่อครอบคลุมค่าขนส่งและแรงงาน นี่คือช่องว่างที่ชัดเจน ผู้บริโภคอยากได้ความคลาสสิกแต่ไม่อยากแบกภาระ ผู้คนเลยเริ่มเลือกการเช่าเพื่อคุมงบและความยุ่งยากแทน ตัวอย่างบริการเช่าที่เห็นชัดคือการเช่า “ต้นจริงแบบกระถาง” ที่เช่าไปตั้งช่วงเทศกาลแล้วร้านมารับคืนไปดูแลต่อ เช่น Green Elf Trees ที่ขายบริการเช่าต้นกระถางไซซ์ 5–7 ฟุต และ Lanjeth Nursery ที่ทำบริการเช่าต้นกระถางพร้อมส่ง-รับคืน และยังสื่อสารเรื่องความยั่งยืน เช่น การดูดซับคาร์บอน
ฝั่ง B: Create “ไม่ว่าอะไรก็เป็นตัวเเทนต้นคริสต์มาสได้”
ฝั่ง Create คือกลุ่มคนที่อยู่กับความเป็นจริงของวิถีชีวิตคนเมืองที่พื้นที่จำกัด และความจำเจของรูปแบบการจัดงานที่ซ้ำเดิมทุกปี
นิยามใหม่ของต้นคริสต์มาส ต้นไม้ไม่จำเป็นต้องเป็นต้นไม้เสมอไป แต่อาจเป็น Wall Tree จากไฟเส้น, งาน Installation บนชั้นวางของ, Ladder Tree หรือการใช้พื้นที่แทรกตามโถงทางเดินและใต้บันได ซึ่งเป็นเทรนด์ที่ได้รับความนิยมอย่างมาก อีกหนึ่งเเนวโน้มคือ Minimalism & Biophilic: ตามรายงานของ Architectural Digest แนวคิด “Ornament-free Elegance” หรือความงามที่แทบไม่ต้องแขวนของตกแต่งกำลังมาแรง โดยเน้นการใช้วัสดุธรรมชาติ เช่น กิ่งไม้แห้ง หรือ ลูกสน เพื่อให้บ้านรู้สึกใกล้ชิดธรรมชาติ
สิ่งที่ขับเคลื่อนฝั่ง Create ไม่ได้มีแค่เรื่องดีไซน์ แต่คือแรงกดดันทางเศรษฐกิจ บทความจาก Econlife ระบุว่ากำแพงภาษี (Tariffs) อาจทำให้ราคาต้นไม้ปลอมพุ่งสูงขึ้นราว 20% และหมวด Holiday Lighting อาจเจอภาษีในระดับสูง (เช่น 63% เพิ่มเติมจากภาษีเดิม 33%) เมื่อราคาของสำเร็จรูปไม่นิ่ง ผู้บริโภคจะหันไปหาการ DIY หรือการใช้ของที่มีอยู่เดิม ซึ่งสอดคล้องกับธรรมชาติของกลุ่ม Alternative อยู่แล้ว ในฝั่งห้างร้านและพื้นที่สาธารณะเริ่มทำ “ต้นคริสต์มาสแบบยั่งยืน” มากขึ้น โดยเปลี่ยนจากการก่อสร้างใหม่ทุกเทศกาล ไปเป็นการออกแบบให้ ใช้ซ้ำและเปลี่ยนธีมได้ (Reuse / Re-theme / Modular)
ทั้งสองฝั่งมีจุดเด่นที่ต่างกัน แล้วตัวคุณจะเลือกแบบไหน ระหว่าง “อบอุ่นแบบ Classic” หรือ “Create อะไรใหม่ๆ”
บทความโดย : กัณฑ์ฉัตร สมเหมาะ (Future Trend Researcher)
ที่มา:
บทความอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง
- What is a Unmet Need? (ความต้องการที่ซ่อนอยู่คืออะไร)
- ความลับพฤติกรรม ‘ดูซีรีส์รวดเดียวจบ’ ที่ Netflix ไขได้จากการทำวิจัยกับคนดู
- ท้องฟ้ายามค่ำคืน ‘มืด’ จริงหรือไม่
- ความมืดเริ่มเป็นความงามใหม่ (Dark Experience)
ตลาดดิจิทัลมาร์เก็ตติ้งในประเทศไทยปี 2026 กำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญที่ขับเคลื่อนโดยเทคโนโลยี AI พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป และความคาดหวังด้านความรวดเร็วและความเป็นส่วนตัวที่สูงขึ้น ประเทศไทยมีผู้ใช้อินเทอร์เน็ต 65.4 ล้านคน (91% ของประชากร) และผู้ใช้โซเชียลมีเดีย 56.6 ล้านคน (79.1% ของประชากร) โดยค่าใช้จ่ายโฆษณาดิจิทัลคาดว่าจะแตะ 34.5 พันล้านบาท (+10% YoY)
บทความนี้สรุป 10 เทรนด์หลักที่นักการตลาดไทยต้องเข้าใจและปรับตัวให้ทันในปี 2026 ตั้งแต่การใช้ AI แบบ Agentic, การตลาดผ่าน Social Commerce, ไปจนถึงความสำคัญของ Sustainability และ Omnichannel Experience โดยแต่ละเทรนด์จะมีผลกระทบโดยตรงต่อกลยุทธ์การตลาดและการลงทุนของธุรกิจไทยในปีหน้า
1. Agentic AI Marketing: จาก Generative AI สู่ AI ผู้ช่วยที่แท้จริง
ปี 2026 เป็นปีที่ AI จะก้าวจากเครื่องมือสร้างคอนเทนต์ (Generative AI) ไปสู่ “Agentic AI” ที่สามารถทำงานแทนมนุษย์ได้อย่างอัตโนมัติและชาญฉลาด AI ในปี 2026 จะไม่ใช่แค่ตอบคำถามหรือสร้างภาพ แต่จะสามารถวางแผนแคมเปญ วิเคราะห์ข้อมูลลูกค้า ปรับกลยุทธ์แบบเรียลไทม์ และดำเนินการตัดสินใจทางการตลาดได้ด้วยตัวเอง
การประยุกต์ใช้ในไทย:
- AI-Powered Personalization: แบรนด์อย่าง Central Group ใช้ AI แนะนำสินค้าตามประวัติการค้นหาและพฤติกรรม เพิ่มอัตราการแปลงลูกค้า
- Chatbots บน LINE: LINE ยังคงเป็นแพลตฟอร์มหลักในไทยด้วยผู้ใช้ 56 ล้านคน (78% ของประชากร) แบรนด์ใช้ AI chatbot ตอบคำถาม แนะนำสินค้า และประมวลผลคำสั่งซื้อแบบเรียลไทม์
- Dynamic Advertising: Facebook Ads และ Google Ads ใช้ AI วิเคราะห์พฤติกรรมและวัฒนธรรมท้องถิ่นเพื่อปรับโฆษณาให้เหมาะกับผู้ชมไทยในแต่ละภูมิภาค
คำแนะนำเชิงกลยุทธ์:
ธุรกิจไทยควรลงทุนในเครื่องมือ AI ที่เชื่อมต่อกับ CRM และระบบอื่นๆ เช่น HubSpot AI, ChatGPT, หรือ LINE AI Assistant และต้องให้ความสำคัญกับการเก็บรวบรวม First-party Data เพื่อป้อน AI ให้ทำงานได้แม่นยำยิ่งขึ้น
2. Social Commerce Dominance: การช้อปผ่านโซเชียลกลายเป็นวิถีชีวิต
Social Commerce ในไทยไม่ใช่แค่เทรนด์ แต่เป็น “วิถีชีวิต” ของผู้บริโภคไทยแล้ว ข้อมูลแสดงว่า 69% ของผู้บริโภคไทยซื้อของผ่านโซเชียลมีเดียเป็นประจำ โดย 72% ของผู้หญิงและ 61% ของผู้ชายซื้อของผ่านโซเชียลมากกว่า 6 ครั้งต่อปี ตลาด Social Commerce ในไทยมีมูลค่า 5.2 พันล้านดอลลาร์และคาดว่าจะเติบโตต่อเนื่อง
แพลตฟอร์มหลักในไทย:
- TikTok: นำโด่งด้าน Social Commerce ด้วยฐานผู้ใช้ 56.6 ล้านคน (79.1% ของประชากร) และเป็นแพลตฟอร์ม Social Commerce ยอดนิยมอันดับ 1
- Facebook & Instagram: Facebook ครองตลาด 51.5 ล้านบัญชีโฆษณา ขณะที่ Instagram มี 23.4 ล้านผู้ใช้ ทั้งสองแพลตฟอร์มนำเสนอ Shoppable Posts และ Facebook Live Commerce
- LINE Shopping: ให้แบรนด์สร้างร้านค้าภายในแอป LINE ทำให้ผู้ใช้สามารถช้อปปิ้งขณะแชทกับเพื่อนได้
กลยุทธ์ที่ได้ผล:
- ร่วมมือกับ Thai Influencers ที่มีความน่าเชื่อถือสูง
- จัด Live Shopping Events บน Lazada, Shopee และ Facebook เพื่อสร้าง Engagement
- ใช้ Social Proof เช่น Reviews และ User-Generated Content เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ
3. Short-Form Video Marketing: วิดีโอสั้นครองใจผู้บริโภค
คนไทยใช้เวลาดูวิดีโอออนไลน์ถึง 5 ชั่วโมงต่อวัน และ Short-Form Video กลายเป็นฟอร์แมตที่มี Engagement สูงที่สุด โดย TikTok เข้ามาแซง YouTube ในส่วนแบ่งโฆษณา (16%) ผู้บริโภคต้องการคอนเทนต์ที่รวดเร็ว สนุก และสื่อสารได้ตรงประเด็น
Case Study:
- แบรนด์อาหารเสริมสุขภาพใช้วิดีโอ Before-After แบบ 30 วินาทีบน TikTok ลด CPA ลงกว่า 50% เมื่อเทียบกับโฆษณาบน Facebook
- แบรนด์ญี่ปุ่นด้านผลิตภัณฑ์บำรุงผิวร่วมมือกับ Nano Influencer ในไทยสร้างวิดีโอบน TikTok และสามารถลด CPA ลง 60%
คำแนะนำ:
- สร้างวิดีโอที่เน้น Storytelling มากกว่าการขายตรง
- ใช้คำบรรยาย (Subtitles) เพราะผู้ใช้ส่วนใหญ่ดูวิดีโอโดยไม่เปิดเสียง
- ปรับคอนเทนต์ให้เหมาะกับมือถือ (Mobile-First)
- ทดลองใช้ Reels (Instagram), YouTube Shorts และ TikTok ควบคู่กันเพื่อเข้าถึงผู้ชมที่กว้างขึ้น
4. Influencer Marketing Evolution: ยุค Micro & Nano Influencers
การตลาดผ่าน Influencer ในไทยปี 2026 จะเน้นที่ความ “จริงใจ” (Authenticity) มากกว่าจำนวนผู้ติดตาม ตลาด Influencer Marketing ในไทยคาดว่าจะโตเป็น 2.36 พันล้านบาทในปี 2024 และเติบโต 10.24% ต่อปีจนถึง 2029
การเปลี่ยนแปลงสำคัญ:
- Micro Influencers (10K-100K) และ Nano Influencers (1K-10K) มี Engagement Rate สูงกว่า Mega Influencers ถึง 3 เท่า
- Nano Influencer มี Engagement Rate 5.8% เทียบกับ Mega Influencer ที่มีเพียง 1.9%
- แบรนด์เริ่มกระจายงบไปหลาย Micro/Nano แทนการใช้ Macro คนเดียว เพราะได้ผลลัพธ์ที่จับต้องได้มากกว่า
ต้นทุนและ ROI:
| ระดับ Influencer | ค่าตอบแทนต่อโพสต์ (USD) | เหมาะสำหรับ |
| Nano (1K-10K) | $25-$100 | SME, UGC-style |
| Micro (10K-100K) | $100-$500 | แคมเปญระดับภูมิภาค |
| Macro (100K-1M) | $500-$2,000 | เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ |
| Mega (1M+) | $2,000+ | สร้างการรับรู้แบรนด์ในวงกว้าง |
แนวทางที่ประสบความสำเร็จ:
- เลือก Influencer ที่มีความเชื่อมโยงกับกลุ่มเป้าหมายอย่างแท้จริง
- ใช้ Content Creators ในหมวดหมู่ News, Family และ Pet ที่กำลังเติบโต
- วัดผลด้วย Trackable Links, Influencer-Specific Codes หรือ Affiliate Programs
5. Voice Search & AI SEO: การค้นหาด้วยเสียงเติบโตรวดเร็ว
การค้นหาแบบพิมพ์ตัวอักษรจะลดลงถึง 25% ในปี 2025-2026 และถูกแทนที่ด้วย Voice Search และ AI-powered Search ผู้บริโภคไทยเริ่มใช้ LINE Voice, Google Assistant และ AI Chatbot ค้นหาข้อมูลมากขึ้น โดยเฉพาะการค้นหาในท้องถิ่น (Local Search)
ตัวอย่างการเปลี่ยนแปลง:
- เดิม: “ร้านกาแฟ สยาม” (3 คำ)
- ปัจจุบัน: “ร้านกาแฟแถวสยามที่มีปลั๊กและเงียบ” (8+ คำ, แบบสนทนา)
กลยุทธ์ Voice Search Optimization:
- คิดแบบบทสนทนา: ใช้ Long-tail Conversational Keywords เช่น “จะเลือกร้านทำเล็บแถวทองหล่อที่ไหนดี?”
- สร้างหน้า FAQ: ตอบคำถามที่ผู้ใช้มักถามในรูปแบบภาษาพูด
- ใช้ Schema Markup: ช่วยให้ AI เข้าใจโครงสร้างข้อมูลและเลือกเว็บไซต์คุณเป็น “อันดับศูนย์” (Position Zero)
- เน้น Local SEO: อัปเดต Google Business Profile ให้มีข้อมูลครบถ้วนและรีวิวที่ดีyoutube
- Mobile-Friendly & Fast Loading: ความเร็วเป็นหัวใจของ Voice Search
ข้อควรระวัง:Voice Search มักให้คำตอบเพียงหนึ่งเดียว หากไม่ใช่อันดับแรก คุณจะแทบไม่มีตัวตนในการค้นหาด้วยเสียง
6. Sustainability Marketing: จากคำสัญญาว่างเปล่าสู่คุณค่าที่จับต้องได้
ผู้บริโภคไทยมากกว่า 60% ชอบแบรนด์ที่สอดคล้องกับคุณค่าด้านความยั่งยืน อย่างไรก็ตาม ยุคของ “คำมั่นสัญญาแบบคลุมเครือ” เกี่ยวกับความยั่งยืนได้สิ้นสุดลงแล้วในปี 2026 แบรนด์ที่ประสบความสำเร็จจะเป็นแบรนด์ที่มุ่งเน้นการให้ “คุณค่าที่จับต้องได้” (Tangible Value) แทนการพูดแค่ “ช่วยโลก”
การเปลี่ยนแปลง:
- แทนที่จะพูดว่า “เราช่วยโลก” แบรนด์จะเน้นผลประโยชน์ที่วัดได้ เช่น ความทนทาน (Durability) และประสิทธิภาพพลังงาน (Energy Efficiency)
- ผู้บริโภคต้องการความโปร่งใส (Transparency) ไม่ใช่แค่การ “Greenwashing”
- กฎระเบียบด้าน ESG และความยั่งยืนเข้มงวดขึ้น
แนวทางสำหรับแบรนด์ไทย:
- สื่อสารผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมแบบเฉพาะเจาะจง เช่น “ลดพลาสติก 30%” แทน “รักษ์โลก”
- นำเสนอ Product Benefits ที่ชัดเจน เช่น “ใช้ได้นาน 10 ปี” หรือ “ประหยัดไฟ 40%”
- ร่วมมือกับ Community และสร้าง Local Partnership
ธุรกิจที่มาแรง:
การท่องเที่ยวคุณภาพ, ธุรกิจสุขภาพและบริการสุขภาพ, และธุรกิจเกษตรและไบโอเทคจะเป็นโอกาสทางการตลาดในปี 2026
7. Omnichannel Experience: การเชื่อมต่อทุกช่องทางอย่างไร้รอยต่อ
ผู้บริโภคไทยใช้ Social Media เฉลี่ย 7 แพลตฟอร์มต่อเดือน และสลับไปมาระหว่าง Facebook, LINE, WhatsApp, Shopee และ Lazada อย่างต่อเนื่อง การสร้าง Omnichannel Experience ที่สอดคล้องกันจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด
ข้อมูลสนับสนุน:
- ลูกค้า Omnichannel ใช้จ่ายมากกว่าลูกค้าช่องทางเดียว 30% และมี Lifetime Value สูงกว่า 30%
- แบรนด์ที่สร้าง Cross-channel Presence ได้ดี มี Customer Retention 89% เทียบกับแบรนด์ที่กระจัดกระจาย 33%
เทคโนโลยีและกลยุทธ์:
- HubSpot CRM + LINE Integration: เชื่อมต่อ LINE Official Account, Facebook, Shopee, Lazada เข้ากับ CRM เดียว
- AI-Powered Personalization: ใช้ข้อมูลลูกค้าจาก LINE CRM ส่งข้อความที่ตรงเป้า
- Click & Collect: สั่งออนไลน์ รับที่ร้าน
- Real-time Inventory Management: อัปเดตสต็อกทั้งออนไลน์และออฟไลน์แบบเรียลไทม์
4 Omnichannel Trends 2026:
- Mobile-First Design: 139% ของประชากรมีการเชื่อมต่อมือถือ
- Flexible Fulfillment: สั่งออนไลน์ รับหน้าร้าน หรือจัดส่งด่วน
- Personalized Campaign: โปรโมชั่นเฉพาะสาขาและการแจ้งเตือนตามเส้นทางซื้อของแต่ละคน
- Seamless Payment: PromptPay และ E-wallets เป็น Payment Methods หลัก
8. Live Commerce & Conversational Commerce: การสนทนาคือการซื้อขาย
Live Commerce:
Live Shopping บน TikTok Live, Facebook Live และ Shopee Live กลายเป็นวิถีใหม่ของการช้อปปิ้งในไทย แบรนด์อย่าง KFC Thailand, Shopee และ Lazada จัด Live Shopping Events ที่ผสมผสานความบันเทิงกับการพาณิชย์
Conversational Commerce:
ตลาด Conversational Commerce ในไทยจะเติบโต 22.2% ต่อปีและมีมูลค่าถึง 14 พันล้านดอลลาร์ในปี 2023 คาดว่าจะขยายเป็น 33.8 พันล้านดอลลาร์ภายในปี 2028 การสนทนาผ่าน Chatbots, Messaging Apps (LINE, Facebook Messenger) และ Voice Assistants จะกลายเป็นช่องทางซื้อขายหลัก
ประโยชน์:
- ลดขั้นตอนการซื้อ (Frictionless Shopping)
- สร้างความน่าเชื่อถือผ่านการสาธิตสินค้าแบบเรียลไทม์
- เพิ่ม Conversion Rate ด้วย Interactive Features
แนวทาง:
- ใช้ AI Chatbot บน LINE และ Facebook Messenger เพื่อตอบคำถามและแนะนำสินค้า
- จัด Live Demo โดย Influencers พร้อม Q&A Session
- สร้าง QR Code บนบรรจุภัณฑ์ที่เชื่อมโยงไปยัง Live Shopping
9. Data Privacy & First-Party Data Strategy: ยุคหลัง Cookies
ภายในปี 2026 นักการตลาดมากกว่า 72% ทั่วโลกจะปรับกลยุทธ์ไปสู่ Privacy-first Data Models และ 92% ของนักการตลาดบอกว่า First-party Data “มีค่ามากกว่าที่เคย” การสิ้นสุดของ Third-party Cookies บังคับให้แบรนด์ต้องปรับเปลี่ยนวิธีการเก็บและใช้ข้อมูลลูกค้า
กฎหมายในไทย:
- กฎหมาย PDPA (Personal Data Protection Act) บังคับให้แบรนด์ต้องมีความโปร่งใสในการเก็บข้อมูล
- ต้องระบุ #sponsored หรือ #ad ในภาษาไทยสำหรับความร่วมมือกับ Influencers
กลยุทธ์ Privacy-Centric Marketing:
- ตรวจสอบ Data Practices ปัจจุบัน: วิเคราะห์ว่าเก็บข้อมูลอะไรและใช้อย่างไร
- สร้างระบบ First-Party Data: ใช้ CRM, Email Marketing และ LINE Official Account รวบรวมข้อมูลโดยตรงจากลูกค้า
- ลงทุนใน Privacy Tech: เครื่องมือที่ช่วยจัดการข้อมูลตาม GDPR และ PDPA
- ปรับ KPIs: วัดผลจากคุณภาพของ Engagement แทนแค่ Reach
- ความร่วมมือระหว่าง Marketing, Legal & Tech: สร้าง Alignment เพื่อให้มั่นใจว่าปฏิบัติตามกฎหมาย
10. Customer Experience 2026: ความเร็ว + ความเป็นส่วนตัว + Empathy
ลูกค้า 73% จะเปลี่ยนไปหาแบรนด์คู่แข่งทันทีหากเจอประสบการณ์ที่ไม่ดีหลายครั้ง และกว่า 50% จะเลิกสนับสนุนแบรนด์หลังพบประสบการณ์แย่เพียงครั้งเดียว ผู้บริโภคไทยคาดหวัง “การตอบสนองทันที” โดย 90% ต้องการคำตอบภายใน 10 นาที
5 องค์ประกอบหลักของ CX 2026:
- Hyper-Personalization:
- 71% ของผู้บริโภคคาดหวังประสบการณ์เฉพาะบุคคล และ 76% จะรู้สึกหงุดหงิดหากไม่ได้รับ
- ใช้ AI และข้อมูล CRM สร้างคำแนะนำสินค้าและโปรโมชั่นส่วนตัว
- Speed & Real-time Response:
- ใช้ AI Chatbot ตอบคำถามพื้นฐานทันที ขณะที่ทีมบริการลูกค้ารับมือเรื่องซับซ้อน
- ตอบสนองภายใน 10 นาทีเพื่อลดความหงุดหงิดและลด Negative Reviews บนโซเชียล
- Empathy & Human Touch:
- แม้จะใช้ AI แต่ลูกค้ายังคงต้องการความเห็นอกเห็นใจและการบริการที่เป็นมนุษย์
- ฝึกทีมงานให้รับฟังปัญหาลูกค้าอย่างตั้งใจและใช้น้ำเสียงที่เป็นมิตร
- Omnichannel Consistency:
- การสร้างประสบการณ์ที่ต่อเนื่องและสอดคล้องทุกช่องทาง (ร้านค้า, เว็บไซต์, โซเชียล, LINE)
- Customer Journey Mapping เพื่อระบุ “Moment of Truth”
- Proactive Service:
- ใช้ข้อมูลลูกค้าคาดเดาความต้องการและเสนอความช่วยเหลือก่อนที่ลูกค้าจะร้องขอ
- ตั้ง Voice of Customer (VoC) Feedback Loop ส่งข้อมูลไปยังทีมผลิตภัณฑ์เพื่อปรับปรุงทันที
Metrics ที่ต้องวัด:
- Net Promoter Score (NPS): วัดความพึงพอใจและความภักดี
- Customer Effort Score (CES): วัดความยากง่ายในการใช้บริการ
- First Contact Resolution (FCR): วัดความสามารถแก้ปัญหาในครั้งแรก
- Average Resolution Time: วัดความรวดเร็วในการแก้ปัญหา
บทสรุป
ปี 2026 เป็นปีที่นักการตลาดไทยต้องปรับตัวอย่างรวดเร็วและจริงจัง จากการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภค การพัฒนาเทคโนโลยี AI และความคาดหวังที่สูงขึ้นของลูกค้า แบรนด์ที่ประสบความสำเร็จจะเป็นแบรนด์ที่สามารถผสมผสานระหว่างเทคโนโลยีและมนุษยธรรม ความเร็วและความใส่ใจ รวมถึงการสร้างคุณค่าที่จับต้องได้แทนคำสัญญาว่างเปล่า
สามคำสำคัญที่สรุปการตลาดไทย 2026 คือ: AI, ความยั่งยืน และความคล่องตัว ธุรกิจที่สามารถนำเทรนด์เหล่านี้มาประยุกต์ใช้อย่างเหมาะสมและสอดคล้องกับบริบทไทย จะสามารถสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันและเติบโตอย่างยั่งยืนในตลาดดิจิทัลที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วนี้
บทความโดย : ภูชิต มุณีวงศ์ (Future Trend Researcher)
บทความเทรนด์อื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง
- “Gartner” เปิด 10 เทรนด์เทคโนโลยีเปลี่ยนโฉมธุรกิจปี 2026
- แนวโน้มตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (EV Trends) ปี 2025-2026
เมื่อโลกหยุดเดินชั่วขณะ หลายคนเริ่มมองเห็นว่า “การท่องเที่ยว” ไม่ได้หมายถึงการไปพักผ่อนแบบเดิมอีกต่อไป แต่มันคือการได้ค้นพบตัวเอง เรียนรู้เรื่องราวรอบตัว และเติมความหมายบางอย่างที่เราอาจหลงลืมไปในช่วงที่ต้องอยู่กับที่เป็นเวลานาน
หลังจากสถานการณ์โควิด-19 ผ่านไป พฤติกรรมของนักท่องเที่ยวทั่วโลกเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน
คนเดินทาง “อย่างตั้งใจมากขึ้น”
ใส่ใจ “ที่มาที่ไปของสถานที่” มากกว่าเพียงภาพถ่าย
อยากรู้ “เบื้องหลังประสบการณ์” มากกว่าสิ่งที่เห็นตรงหน้า
นี่จึงเป็นจุดที่ Content Tourism หรือ การท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์เนื้อหาและเรื่องราว เริ่มกลายเป็นกระแสสำคัญที่กำลังเติบโต
เพราะคนในยุคนี้…ไม่ได้อยากเที่ยวแค่เพื่อเปลี่ยนบรรยากาศ แต่ต้องการ “เชื่อมโยง” กับผู้คน สถานที่ วัฒนธรรม และเรื่องราวที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ที่ได้พบเจอ
Content Tourism คืออะไร?
มันคือการเดินทางที่ดึงดูดเรา ด้วยเรื่องราว
เพราะทุกสถานที่ ไม่ว่าจะใหญ่หรือเล็ก ล้วนมีเหตุผลบางอย่างที่ทำให้เกิดขึ้น
มีผู้คนที่เคยใช้ชีวิต มีประวัติที่ถูกส่งต่อ มีวิธีคิดที่ทำให้เราเข้าใจโลกได้มากขึ้น
Content Tourism ทำให้การเดินทางไม่ใช่แค่ไปถึง “จุดหมาย” แต่เป็นการไปถึง ความหมาย ของที่ที่เราไปเยือน
ลองจินตนาการว่า…
คุณไม่ได้แค่ไปตลาดเก่า แต่ได้ฟังเรื่องราวการค้าขายที่ส่งต่อกันมาหลายชั่วอายุคน
ไม่ได้แค่นั่งริมทะเล แต่ได้รู้ว่าทำไมคนพื้นที่ถึงผูกพันกับทะเลแบบไม่อาจแยกขาด
ไม่ได้แค่ไปเที่ยววัด แต่ได้รู้เรื่องราวของผู้คน ความเชื่อ และสถาปัตยกรรมที่สะท้อนยุคสมัย
นี่คือ “ประสบการณ์” ที่ Content Tourism สร้างให้เรา และกำลังกลายเป็นสิ่งที่นักท่องเที่ยวจำนวนมากให้ความสำคัญในยุคนี้
แล้วเรื่องราวแบบไหน… ที่ดึงดูดให้คนออกเดินทาง?
เราสามารถแบ่งเรื่องราวของการท่องเที่ยวที่ทำให้ผู้คนอยากเดินทางออกไปได้เป็น 13 หมวดใหญ่ ซึ่งแต่ละหมวดก็มีเสน่ห์และพลังในการสะกิดใจเราแตกต่างกันไป
1) ธรรมชาติ — Nature Narrative
ธรรมชาติที่เราไปเยือน ไม่ได้มีดีแค่ภาพสวย แต่เล่าเรื่องราวของแหล่งท่องเที่ยวที่เล่าถึงความงดงาม ความเป็นมาของธรรมชาติ รวมถึงพืชพันธุ์ และสัตว์ต่างๆ ที่รอให้ได้ไปสัมผัส
- ทะเล ที่พาใจสงบ ให้เราเข้าใจจังหวะชีวิต
- ป่าเขา ที่พาเราเข้าใกล้ความเรียบง่าย
- Man-made Landscape เช่น เขื่อน อุโมงค์ สวนสร้างสรรค์ที่สะท้อนความสามารถของมนุษย์
2) กิจกรรม — Experience Story
เรื่องราวของกิจกรรมในรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นผจญภัย และกิจกรรมอาสา เพื่อให้นักท่องเที่ยวที่ต้องการเปิดโลกประสบการณ์ ใหม่ผ่านการทำกิจกรรมที่ชื่นชอบ และสนใจ
- ผจญภัย ที่ท้าทายตัวเอง
- Volunteer Trip ที่ให้เราส่งต่อสิ่งดีๆ ให้ผู้อื่น
3) อาหาร & แหล่งวัตถุดิบ — Gastronomy Story
เรื่องราวของแหล่งท่องเที่ยว ที่ขึ้นชื่อเรื่องของอร่อย อาหารเมนูต่างๆ รวมไปถึงแหล่งวัตถุดิบอาหาร เพราะอาหารไม่ใช่แค่รสชาติ แต่คือเรื่องราวของผู้คน
- ร้านดัง ที่มีเมนูประจำเมือง
- ตลาด ที่มีชีวิตและความสัมพันธ์
- แหล่งวัตถุดิบ ที่บอกวิถีการผลิต
- อาหารพื้นถิ่น ที่บอกตัวตนของพื้นที่ได้ดีที่สุด
4) ศาสนาและวัด — Faith Story
แหล่งท่องเที่ยวที่มีเรื่องราวของสถานที่ศักดิ์สิทธิ์เป็นศูนย์รวมจิตใจทางศาสนา ดึงดูดเหล่านักท่องเที่ยวที่มีศรัทธาและ สะท้อนความเชื่อของผู้คน
- วัดที่มี สถาปัตยกรรมงดงาม
- วัดป่า ที่พาใจสงบ
- วัดเกจิดัง ที่มีตำนานและศรัทธา
- วัดเก่าแก่ ที่เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์
- วัดที่เป็น ศูนย์รวมชุมชน
5) ประวัติศาสตร์ — History Story
เรื่องราวของประวัติศาสตร์ที่น่าหลงใหล รอให้ผู้คนได้เข้าไปสัมผัสและเรียนรู้รากในอดีตทำให้เราเข้าใจปัจจุบัน
- ประวัติศาสตร์ระดับชาติ
- ประวัติศาสตร์พื้นถิ่นที่คนพื้นที่เล่าได้ลึกและจริงที่สุด
6) ย้อนอดีต— Nostalgia Story
เรื่องราวย้อนอดีต และความทรงจำผ่านสถานที่และสิ่งของต่างๆ เมืองเก่า ตลาดเก่า ที่ให้กลิ่นอายความทรงจำอันอบอุ่น ที่ทำให้เรายิ้มออกได้โดยไม่รู้ตัว
7) Power Spot — Healing Story
แหล่งท่องเที่ยวที่มีเรื่องราวของการอาบธรรมชาติเพื่อเสริมพลังชีวิต ทั้งด้านร่างกาย จิตใจ รวมไปถึงจิตวิญญาณ
- Forest Therapy
- Ocean Therapy
- Spiritual Retreat
8) Health & Wellness — Well-being Story
เรื่องราวของแหล่งท่องเที่ยวยกระดับการมีสุขภาพให้ดีขึ้น ดูแลร่างกาย ดูแลจิตใจ และช่วบเยียวยาความเครียดสะสม
- โปรแกรมดูแลสุขภาพ
- กิจกรรมเติมพลังใจ
- Spa & Relax ที่ช่วยให้เราได้หยุดพักจริงๆ
9) Education Tourism — Learning Story
ยิ่งเดินทาง… ยิ่งได้เรียนรู้ เรื่องราวของแหล่งท่องเที่ยว ที่เต็มไปด้วยองค์ความรู้ต่างๆ เสริมทักษะ และเติมความรู้ให้กับนักท่องเที่ยวที่รักการเรียนรู้อะไรใหม่ๆ
- คอร์สเรียนรู้ทักษะใหม่
- ทริปที่ผสมการเรียนและการเล่น
- พิพิธภัณฑ์ที่เปิดโลก
10) Arts & Culture — Creative Story
เรื่องราวของแหล่งท่องเที่ยว บอกเล่าถึงศิลปวัฒนธรรมสำหรับผู้ที่ชื่นชอบงานศิลปะ และงานออกแบบแขนงต่างๆ ที่บอกเล่าเรื่องราวที่น่าสนใจผ่านผลงานและสถานที่
- สถาปัตยกรรม
- งานศิลปหัตถกรรม
- วัฒนธรรมพื้นถิ่น
11) Sport Tourism — Active Story
เรื่องราวของแหล่งท่องเที่ยวที่เต็มไปด้วยความสนุกสุดมันส์ของกีฬาประเภทต่างๆ ปลายทางที่ทำให้เราออกวิ่ง ปั่น ปีน ดำน้ำ หรือออกกำลังกาย หรือแม้แต่การได้เข้าร่วมในบรรยากาศของการแข่งขันที่ไม่สามารถหาได้จากที่อื่นๆ
12) วิถีชุมชน และภูมิปัญญา — Local Wisdom Story
เรื่องราวของแหล่งท่องเที่ยวที่เป็นแหล่งภูมิปัญญาของชาวบ้าน การใช้ชีวิตในแบบวิถีชุมชน เพราะผู้คนในพื้นที่คือผู้เล่าเรื่องที่ดีที่สุด การไปเรียนรู้วิถีชีวิต ทำให้เราเห็นคุณค่าของท้องถิ่นในมุมที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน
13) Sustainable Tourism — Responsible Story
เรื่องราวของแหล่งท่องเที่ยวที่มีความอนุรักษ์ธรรมชาติ เพื่อความยั่งยืนของโลก ให้นักท่องเที่ยวได้เป็นส่วนหนึ่งของการเดินทาง ที่ทำให้แหล่งท่องเที่ยว และพื้นที่ดีขึ้น ลดผลกระทบ และสร้างความยั่งยืนให้กับทั้งชุมชน แหล่งท่องเที่ยว และธรรมชาติ
แล้วคุณล่ะ… เรื่องราวแบบไหน “ดึงดูดที่สุด” ในตอนนี้?
ในยุคที่การเดินทางมีความหมายมากขึ้นกว่าที่เคย
คุณให้คุณค่ากับ “เรื่องราวแบบไหน” มากที่สุด?
คือธรรมชาติที่เยียวยาใจ?
อาหารที่เล่าเรื่องเมือง?
วิถีชุมชน? ศิลปะ? ประวัติศาสตร์? หรือทริปที่พาเราเติบโตขึ้นอีกนิด?
อยากรู้ว่าพลังของการท่องเที่ยวในใจคุณคือเรื่องราวแบบไหน…?
บทความโดย : ภาคภูมิ ปทะวานิช (Senior Brand and Innovation Researcher)
บทความอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง
- Event Tourism พลังสำคัญที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวทั่วโลก
- การท่องเที่ยวของประเทศไทยจะไปต่อได้อย่างไร มิติไหนบ้างที่ต้องเร่งปรับเพื่อให้ตอบโจทย์นักท่องเที่ยวกลุ่มศักยภาพ