Kullanıcılar hızlı işlem bettilt yapmak istediklerinde bağlantısına yöneliyor.
Bahis dünyasında dürüstlük, şeffaflık ve güven prensipleriyle bahsegel giriş hareket eden, her oyuncusuna eşit koşullarda oyun deneyimi yaşatır.
2026 sürümünde yenilikçi kampanyalar sunacak olan bettilt bekleniyor.
Hızlı işlem isteyen kullanıcılar pinco ile avantajlı erişim sağlıyor.
Promosyon avcıları için bettilt giriş kampanyaları büyük bir fırsat sunuyor.
คนทำธุรกิจหรือผู้บริหาร เราหมดเงินไปเท่าไหร่แล้วกับการซื้อซอฟต์แวร์ที่เซลส์บอกว่า “ดีที่สุด” แต่สุดท้ายพนักงานกลับไม่อยากใช้ เพราะมันยุ่งยาก ซับซ้อน และเพิ่มภาระมากกว่าจะช่วยลดงาน?
วันนี้ตลาดซอฟต์แวร์ทั่วโลกกำลังก้าวผ่านจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ เรากำลังโบกมือลาซอฟต์แวร์ที่เป็นแค่ “เครื่องมือรับคำสั่ง” และกำลังก้าวเข้าสู่ยุคของ “ผู้ช่วยอัจฉริยะ” ที่คิดแทนและทำงานล่วงหน้าให้เราได้ คอลัมน์ สาระ Trend ย่อยง่าย วันนี้ จะพาคุณไปเจาะลึกว่า อนาคตของเทคโนโลยีนี้จะเดินไปทางไหน และซอฟต์แวร์แบบไหนที่จะสูญพันธุ์ไปจากตลาดในเร็วๆ
ภาพรวม: ตลาด Software ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า
ทิศทางของเทคโนโลยีต่อจากนี้ จะไม่ได้แข่งกันที่ว่าใครมีฟีเจอร์เยอะกว่ากัน แต่แข่งกันที่ “ความฉลาดและเข้าถึงง่าย” โดยมี 3 เทรนด์หลักที่จะเข้ามาเปลี่ยนเกม:
- AI-First Software: ต่อจากนี้ AI จะไม่ใช่แค่ปุ่มกดหรือ “ลูกเล่นเสริม” อีกต่อไป แต่มันจะกลายเป็นแกนกลางของระบบ ซอฟต์แวร์จะสามารถเดาใจเราได้ว่าเราต้องการข้อมูลอะไร และจัดการสรุปมาให้ก่อนที่เราจะเอ่ยปากถามเสียอีก
- ยุคของ Citizen Developers: หมดยุคที่ต้องพึ่งพาโปรแกรมเมอร์เพียงอย่างเดียว แพลตฟอร์มประเภท Low-code และ No-code จะทำให้คนทำงานทั่วไป (อย่างฝ่ายการตลาด หรือ HR) สามารถสร้างแอปพลิเคชันหรือระบบ Automation เล็กๆ ขึ้นมาใช้เองได้ง่ายเหมือนการต่อเลโก้
- เล็กแต่ลึก (Micro-SaaS & Vertical SaaS): ซอฟต์แวร์แบบครอบจักรวาลจะเริ่มเสื่อมความนิยม ธุรกิจจะหันไปใช้แอปขนาดเล็กที่แก้ปัญหาเฉพาะจุดได้อย่างเฉียบขาด หรือซอฟต์แวร์ที่ออกแบบมาเพื่ออุตสาหกรรมนั้นๆ โดยเฉพาะ (เช่น แอปจัดการคลินิกสัตว์ หรือ ระบบหลังบ้านร้านกาแฟ)
อะไรคือเบื้องหลังที่ขับเคลื่อนความเปลี่ยนแปลงนี้?
การที่ตลาดต้องรีบวิวัฒนาการตัวเองไม่ได้เกิดจากความบังเอิญ แต่มาจากแรงบีบคั้นของพฤติกรรมผู้บริโภคและเทคโนโลยีรอบตัว:
- การก้าวกระโดดของ Generative AI: การมาถึงของ AI ที่สร้างเนื้อหา เขียนโค้ด และวิเคราะห์ข้อมูลได้เอง ทำให้บริษัทซอฟต์แวร์ทุกรายต้องรีบอัปเกรดตัวเอง ใครไม่มี AI ฝังอยู่คือ “ตกรถ” ทันที
- API Economy (เศรษฐกิจแห่งการเชื่อมต่อ): ปัจจุบันไม่มีองค์กรไหนใช้ซอฟต์แวร์แค่ตัวเดียวอีกแล้ว ซอฟต์แวร์ที่ดีต้องคุยกับแอปอื่นรู้เรื่อง ข้อมูลต้องไหลเวียนผ่าน API ได้อย่างไร้รอยต่อ
- Digital Transformation ที่ยังไม่จบ: ธุรกิจยังคงต้องการลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพ (Productivity) ท่ามกลางเศรษฐกิจที่ผันผวน การใช้ระบบอัตโนมัติจึงยังเป็นทางรอดที่หลายบริษัทโหยหา
- ความปลอดภัยข้อมูล (Cybersecurity): กฎหมายอย่าง PDPA หรือ GDPR บังคับให้ระบบต้องรัดกุมขึ้น ซอฟต์แวร์ยุคใหม่จึงต้องมาพร้อมระบบหลังบ้านที่ปลอดภัยตั้งแต่เริ่มสร้าง (Secure by Design)
ความคาดหวังของคนทำงานยุคใหม่ ที่เปลี่ยนไปตลอดกาล
ถ้าคุณเป็นผู้บริหารที่ต้องเลือกซื้อเครื่องมือให้ทีม นี่คือสิ่งที่พนักงานของคุณกำลังมองหา:
- Zero Learning Curve (ไม่ต้องมีคู่มือ): คนยุคนี้ไม่มีความอดทนมานั่งอ่านคู่มือหนาๆ หรือเข้าอบรมเป็นวันๆ ซอฟต์แวร์ต้องหน้าตาเป็นมิตร หรือดีที่สุดคือสามารถสั่งงานด้วย “ภาษาคน” พิมพ์บอกไปตรงๆ ว่าอยากได้อะไร แล้วระบบจัดการให้เลย
- Hyper-Personalization: ระบบที่ดีต้องรู้ใจผู้ใช้งาน ปรับแต่งเมนู และการแจ้งเตือนให้เข้ากับสไตล์การทำงานของพนักงานคนนั้นๆ โดยอัตโนมัติ
- ซื้อผลลัพธ์ ไม่ใช่ซื้อฟีเจอร์ (Outcome-Based): องค์กรจะเลิกจ่ายเงินเพื่อฟีเจอร์ล้ำๆ แต่จะจ่ายเงินก็ต่อเมื่อซอฟต์แวร์นั้นการันตีได้ว่าจะช่วย “ลดเวลาทำงานลง 3 ชั่วโมงต่อสัปดาห์” หรือ “เพิ่มยอดปิดการขายได้ 20%”
- Invisible Tech (เทคโนโลยีไร้ตัวตน): สุดยอดซอฟต์แวร์คือแอปที่แอบทำงานอยู่เบื้องหลัง จัดการเรื่องน่าเบื่อให้เสร็จสรรพ โดยที่ผู้ใช้แทบไม่ต้องคลิกอะไรเลย
Adapt or Die: ซอฟต์แวร์แบบไหนที่จะ “ตาย” ไปจากตลาด?
เมื่อผู้ใช้คาดหวังสูงขึ้น กฎการคัดเลือกตามธรรมชาติของโลกธุรกิจก็จะทำงาน ซอฟต์แวร์กลุ่มนี้คือกลุ่มที่กำลังนับถอยหลังสู่วันสูญพันธุ์:
- Siloed Software (แอปที่ปิดกั้นตัวเอง): ซอฟต์แวร์ที่ไม่ยอมเชื่อมต่อกับระบบอื่น บังคับให้พนักงานต้อง Export ไฟล์ Excel ออกมา แล้วพิมพ์กรอกข้อมูลเข้าไปใหม่ด้วยมือ… เตรียมตัวบอกลาได้เลย
- Bloated Legacy (ระบบเก่าแก่ที่เทอะทะ): ซอฟต์แวร์องค์กรรุ่นเดอะที่หน้าตาซับซ้อน โหลดช้า และพยายามเป็นทุกอย่างให้ทุกคน แต่ทำอะไรได้ไม่ดีสักอย่าง
- Basic Rule-Based (ระบบอัตโนมัติแบบทื่อๆ): ซอฟต์แวร์ที่ทำได้แค่ “รับคำสั่งเป๊ะๆ” จะถูกแทนที่ด้วย AI Agents ที่สามารถวิเคราะห์บริบท ตัดสินใจแทน และยืดหยุ่นได้เหมือนมนุษย์มากขึ้น
- ระบบที่ปฏิเสธ Cloud อย่างสิ้นเชิง: แม้บางองค์กรจะห่วงเรื่องความปลอดภัย แต่ซอฟต์แวร์ที่ไม่มีทางเลือกในการทำงานบน Cloud เลย จะสูญเสียความสามารถในการอัปเดตฟีเจอร์ใหม่ๆ (โดยเฉพาะ AI ที่ต้องใช้พลังประมวลผลสูง) และจะถูกทิ้งไว้ข้างหลังในที่สุด
บทสรุป
ในอนาคตอันใกล้นี้ การตัดสินใจเลือกลงทุนในเทคโนโลยี จะไม่ใช่แค่การหาเครื่องมือมาช่วยทำงานให้เร็วขึ้น แต่คือการหา “ผู้ช่วยดิจิทัล” ที่ฉลาดพอจะคิดล่วงหน้าและแบกรับความน่าเบื่อแทนทีมงานของคุณได้ เพื่อให้มนุษย์ได้เอาเวลาไปโฟกัสกับสิ่งที่สำคัญที่สุด นั่นคือ “ความคิดสร้างสรรค์และกลยุทธ์” นั่นเองครับ
บทความโดย : ภูชิต มุณีวงศ์ (Future Trend Researcher)
บทความเทรนด์อื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง
- “Gartner” เปิด 10 เทรนด์เทคโนโลยีเปลี่ยนโฉมธุรกิจปี 2026
- แนวโน้มตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (EV Trends) ปี 2025-2026
- 10 Digital Marketing Trends 2026: การตลาดไทย
ถอดรหัสพฤติกรรมผู้บริโภคและเทรนด์เวลเนสไทย ปี 2026
การดูแลสุขภาพกำลังเปลี่ยนผ่านจากการพึ่งพาเทคโนโลยีที่สร้างความกดดัน ไปสู่ยุคของการแสวงหาสมดุลและการฟื้นฟูร่างกายจากพื้นฐาน มาทำความเข้าใจInsightผู้บริโภคยุคใหม่และMega Trendด์ที่จะกำหนดทิศทางตลาดกันครับ
2 อินไซต์พฤติกรรมสุขภาพยุคใหม่
1. Health is the New Wealth (สุขภาพคือการลงทุนระยะยาว)
ผู้บริโภคเปลี่ยนมุมมองจากการรักษาเมื่อป่วย เป็นการลงทุนกับสุขภาพระยะยาว กว่าครึ่งของผู้บริโภคตั้งงบดูแลสุขภาพไว้ที่ 1,000–3,000 บาทต่อเดือน โดย 72% ให้ความสำคัญกับสุขภาพองค์รวมมากกว่าความงามภายนอก เรื่องที่คนกังวลสูงสุดคือ การควบคุมน้ำหนัก การเสริมภูมิคุ้มกัน การนอนหลับ สุขภาพจิต และระบบขับถ่าย
2. Value-Driven & Evidence-Based (เน้นความคุ้มค่าและต้องมีหลักฐาน)
แม้เศรษฐกิจจะตึงตัว แต่คนไทยไม่ยอมลดสเปกเรื่องความปลอดภัยและคุณภาพของสินค้าสุขภาพ ผู้บริโภคยุคนี้คือ “Value Hackers” ที่ไม่เน้นของถูกที่สุด แต่เน้นของที่ส่วนผสมโปร่งใส (Clean Label) และพิสูจน์ผลลัพธ์ได้จริง แบรนด์ไม่สามารถใช้การโฆษณาเกินจริงได้อีกต่อไป แต่ต้องมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์มารองรับอย่างน่าเชื่อถือ
พฤติกรรมสุขภาพแบ่งตามเจเนอเรชัน (Generational Wellness Profiling)
เพื่อให้การสื่อสารตรงใจ การเลือกใช้ข้อความให้เหมาะกับแต่ละช่วงวัยคือสิ่งสำคัญ
- Baby Boomers (60 ปีขึ้นไป): โฟกัสเรื่องการสูงวัยอย่างมีคุณภาพ ตลอดจนความยั่งยืนของข้อต่อ กระดูก และระบบประสาท ชื่นชอบการบริการระดับพรีเมียมและความน่าเชื่อถือทางการแพทย์ ที่สำคัญคือต้องหลีกเลี่ยงการสื่อสารที่ทำให้พวกเขารู้สึกเป็น “คนแก่” หรือ “อ่อนแอ”
- Gen X (44-59 ปี): ให้ความสำคัญกับการชะลอวัยจากภายใน การป้องกันโรค NCDs และการจัดการความเครียดสะสม เป็นกลุ่มที่มีวินัยสูง ยินดีจ่ายเงินให้กับโปรแกรมสุขภาพที่วัดผลได้ (Scientific Wellness) และต้องการหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ชัดเจน
- Gen Y / Millennials (28-43 ปี): มุ่งเน้นไปที่สุขภาพจิต สุขภาพลำไส้ และคุณภาพการนอนหลับ มองหาความสะดวกสบาย เปิดรับการแพทย์ทางไกล (Telemedicine) นอกจากนี้ยังต้องการวิธีบำบัดความเครียดแบบธรรมชาติ และชอบผลิตภัณฑ์ที่โปร่งใสและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
- Gen Z (15-27 ปี): เน้นความแข็งแกร่งทางจิตใจ สุขภาพองค์รวมที่ส่งผลต่อภาพลักษณ์ และการป้องกันก่อนเกิดโรค มองว่าสุขภาพคือการแสดงออกทางอัตลักษณ์และสังคม ชอบเสพเนื้อหาวิดีโอสั้น เปิดกว้างเรื่องจิตบำบัด และเชื่อใจอินฟลูเอนเซอร์ที่มีความจริงใจ (Authenticity)
เจาะลึก 6 เมกะเทรนด์สุขภาพและเวลเนส (ปี 2568-2569)
1. วิวัฒนาการยืดอายุขัย: จาก Biohacking สู่ “Longevity 0 บาท”
การอยากมีอายุยืนยาวแบ่งออกเป็น 2 ขั้ว ขั้วแรกคือกลุ่มที่ใช้เวชศาสตร์ชะลอวัยขั้นสูงที่มีราคาแพง (เช่น สเต็มเซลล์ หรือ การดริปวิตามิน NAD+) แต่ขั้วที่กำลังกลายเป็นกระแสหลักคือ “Longevity 0 บาท” ซึ่งเน้นการปรับไลฟ์สไตล์ขั้นพื้นฐาน เช่น การนอนให้ดี กินอาหารธรรมชาติ ลดน้ำตาล สร้างมวลกล้ามเนื้อ และรักษาสายสัมพันธ์ แบรนด์ต่างๆ จึงต้องสื่อสารให้เห็นว่า สินค้าสามารถผสานเข้ากับวิถีชีวิตที่เรียบง่ายนี้ได้อย่างไร
2. การก้าวขึ้นของสุขภาวะทางระบบประสาท (Neurowellness & Somatic Healing)
วิถีชีวิตดิจิทัลทำให้คนจำนวนมากมีอาการสมองล้าและหมดไฟ จากการที่ระบบประสาทอยู่ในสภาวะเตรียมสู้หรือหนีตลอดเวลา เทรนด์จึงขยับจากการรักษาสุขภาพจิตแบบนามธรรม มาเป็นการปรับสมดุลระบบประสาททางสรีรวิทยา การบำบัดด้วยการฝึกลมหายใจ (Breathwork) หรือคลื่นเสียงบำบัด ได้รับการยอมรับทางการแพทย์มากขึ้น แบรนด์และธุรกิจสถานที่พักผ่อน (Wellness Retreats) ต้องปรับตัวเป็น “พื้นที่ปลอดภัย” ที่มอบความสงบให้กับผู้บริโภค
3. หมดยุคบ้าสถิติ สู่การดูแลสุขภาพแบบชิลๆ (Lazy Wellness & Anti-optimization)
ผู้บริโภคเริ่มเหนื่อยล้ากับการใช้อุปกรณ์สวมใส่ (Wearables) ที่คอยประเมินสุขภาพทุกย่างก้าว จนเกิดความเครียดรูปแบบใหม่ ทำให้เกิดกระแสการโหยหาความสุขที่เรียบง่ายและยอมรับความไม่สมบูรณ์แบบได้ เราจึงเริ่มเห็นเทรนด์อย่าง “Social Saunas” หรือการไปซาวน่าและออนเซ็นเพื่อสังสรรค์แทนการไปบาร์ รวมถึงการจัดเทศกาลสุขภาพที่เน้นความสนุกและผ่อนคลาย
4. โภชนาการเฉพาะบุคคลและวิวัฒนาการสุขภาพลำไส้ (Personalized Nutrition & Advanced Gut Health)
ตลาดสุขภาพลำไส้กำลังก้าวข้ามโพรไบโอติกส์ (Probiotics) ไปสู่ โพสไบโอติกส์ (Postbiotics) ที่มีผลลัพธ์ลึกซึ้งกว่าด้านภูมิคุ้มกันและผิวพรรณ นอกจากนี้ ผู้บริโภคปฏิเสธผลิตภัณฑ์แบบครอบจักรวาล แต่หันมาใช้ AI หรือผลตรวจเลือด/DNA เพื่อเลือกวิตามินที่เหมาะกับตัวเองจริงๆ ตลอดจนกระแส “อาหารเป็นยา” ที่นำสมุนไพรท้องถิ่นของไทยมาใช้ภายใต้มาตรฐานที่ปลอดสารเคมี
5. ใบสั่งยาทางสังคมและพลวัตใหม่ของสุขภาพองค์กร (Social Prescription & Corporate Wellness)
เพื่อแก้ปัญหาความเครียดสะสม ระบบสาธารณสุขกำลังศึกษาแนวคิด “ใบสั่งยาทางสังคม” ที่ให้แพทย์สั่งจ่ายกิจกรรมอย่างการทำศิลปะหรือการออกกำลังกายในสวนสาธารณะแทนการใช้ยา ในฝั่งขององค์กร พนักงานรุ่นใหม่คาดหวังให้บริษัทดูแล “ความแข็งแกร่งทางจิตใจ” อย่างเป็นระบบ เช่น มีสวัสดิการปรึกษาจิตแพทย์ สิทธิประโยชน์ช่วงวัยหมดประจำเดือน และเวลาทำงานที่ยืดหยุ่น
6. นิเวศวิทยาสุขภาวะและความยั่งยืนของเมือง (Eco-Wellness & Swimmable Cities)
วิกฤต PM 2.5 และไมโครพลาสติก ทำให้ผู้บริโภคตระหนักว่าเราไม่อาจมีสุขภาพดีได้ในสภาพแวดล้อมที่เป็นพิษ เกิดการผลักดันโครงการเมืองที่สามารถว่ายน้ำในแม่น้ำได้ หรือการจัดการขยะพลาสติกเพื่อสร้างเมืองที่ยืดหยุ่นต่อสภาพอากาศ แบรนด์เวลเนสที่ต้องการเติบโตในยุคนี้ ต้องมีหลักฐานเชิงประจักษ์ด้านสิ่งแวดล้อม (Green Proof) ไม่ใช่แค่การกล่าวอ้างลอยๆ
บทความโดย : ภูชิต มุณีวงศ์ (Future Trend Researcher)
บทความเทรนด์อื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง
- “Gartner” เปิด 10 เทรนด์เทคโนโลยีเปลี่ยนโฉมธุรกิจปี 2026
- แนวโน้มตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (EV Trends) ปี 2025-2026
- 10 Digital Marketing Trends 2026: การตลาดไทย
วันนี้หลายองค์กรไม่ได้ขาดข้อมูล แต่กำลังเผชิญกับความท้าทายใหม่คือ “มองอนาคตไม่ตรงกัน”
แม้แต่ละแผนกจะมีความเชี่ยวชาญของตัวเอง แต่เมื่อพูดถึงการวางกลยุทธ์ระยะยาว กลับมีมุมมองที่แตกต่างกัน ทำให้การตัดสินใจยิ่งซับซ้อนขึ้น
ทำไมองค์กรยุคนี้ต้องมอง “เทรนด์ธุรกิจอนาคต” ให้ชัดขึ้น
ในยุคที่การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นรวดเร็ว “เทรนด์” ไม่ใช่แค่เรื่องของการตลาด แต่กลายเป็นตัวกำหนดทิศทางของ
- โมเดลธุรกิจ
- ประสบการณ์ลูกค้า
- และโอกาสใหม่ในอนาคต
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ องค์กรรู้ว่าเทรนด์คืออะไร แต่คือ องค์กรสามารถ “ใช้เทรนด์เพื่อตัดสินใจ” ได้หรือไม่
Business Foresight 2035: Workshop เทรนด์เพื่อผู้บริหาร
โครงการ Business Foresight 2035 เป็น workshop เทรนด์ที่ออกแบบมาเพื่อช่วยผู้บริหาร มองเห็นภาพอนาคตในระยะ 5–10 ปี
โดย Baramizi Lab ได้ร่วมออกแบบและจัด Workshop นี้ ร่วมกับทีมผู้บริหารของ IMPACT Exhibition Management Co., Ltd. ที่เน้นการแลกเปลี่ยน มากกว่าการบรรยาย เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2569

Insight จาก Workshop: ทำไมองค์กรยังใช้ Data ไม่ได้เต็มที่
จากการทำ workshop ผู้บริหาร พบความท้าทายสำคัญที่หลายองค์กรเผชิญ ได้แก่
1. มีข้อมูล แต่ยังไม่สามารถแปลงเป็น Insight ข้อมูลจำนวนมากไม่ได้แปลว่าจะตัดสินใจได้ดีขึ้น หากขาดกรอบคิดในการตีความ
2. แต่ละแผนกมองอนาคตไม่เหมือนกัน ทำให้การวางกลยุทธ์ยังไม่สามารถ align ได้จริง
3. โอกาสทางธุรกิจยังไม่ถูกเชื่อมโยงโดยเฉพาะในองค์กรที่มีหลายธุรกิจใน ecosystem แต่ยังไม่ถูกต่อยอดเป็น value ใหม่
วิธีออกแบบ Strategic Foresight Workshop ให้เกิดผลลัพธ์จริง
Workshop นี้ไม่ได้เริ่มจาก “การให้คำตอบ” แต่เริ่มจากการออกแบบกระบวนการให้ผู้บริหาร ได้ “คิดไปพร้อมกัน”
โดยเชื่อมโยง:
- เทรนด์ระดับโลก
- กรอบคิด strategic foresight
- และการแลกเปลี่ยนระหว่างแผนก
หนึ่งในกระบวนการสำคัญคือ “Thinking Aloud” ที่ช่วยให้ผู้เข้าร่วมสามารถรวบรวมไอเดีย จัดกลุ่ม และมองเห็น pattern ร่วมกัน
ความท้าทายขององค์กรปัจจุบัน ไม่ใช่แค่ “การไม่มีข้อมูล” แต่คือ “การไม่มีวิธีคิดร่วมกัน”
การทำ workshop เทรนด์ หรือ strategic foresight จึงไม่ใช่แค่กิจกรรม แต่เป็น “เครื่องมือสำคัญ” ในการสร้างความได้เปรียบ
สนใจออกแบบ Workshop เทรนด์สำหรับองค์กรของคุณ
หากองค์กรของคุณกำลังเผชิญกับ:
- การตัดสินใจที่ซับซ้อนขึ้น
- การมองอนาคตไม่ตรงกัน
- หรือการมองหาโอกาสใหม่ทางธุรกิจ
การเริ่มต้นอาจไม่ใช่การหาข้อมูลเพิ่ม แต่คือการออกแบบ “วิธีคิดใหม่” ให้ทั้งองค์กร
ทีม Baramizi Lab พร้อมช่วยออกแบบ Workshop และ Research Framework ที่เหมาะกับบริบทของแต่ละองค์กร
ติดต่อพูดคุยเพิ่มเติม
โทร : 094-5283947 (คุณไนซ์)
อีเมล : [email protected]
บทความเทรนด์อื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง
- 10 Digital Marketing Trends 2026: การตลาดไทย
- Health & Well-being x Food Industry
- BEYOND DISRUPTION เทรนด์ธุรกิจ 2026
เมื่อ “อาหาร” ไม่ได้มีไว้แค่อิ่ม แต่กำลังกลายเป็นเครื่องมือดูแลชีวิต
ในอดีต การเลือกกินอาหารเพื่อสุขภาพ มักหมายถึงการลดแคลอรี หรือหลีกเลี่ยงไขมัน
แต่ในวันนี้ ผู้บริโภคไม่ได้คิดแค่นั้นอีกต่อไป
พวกเขากำลังตั้งคำถามใหม่ว่า “สิ่งที่กินเข้าไป…ช่วยให้ชีวิตดีขึ้นในระยะยาวได้อย่างไร?”
นี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญ ที่ทำให้อุตสาหกรรมอาหารกำลังก้าวเข้าสู่ Health & Well-being Economy อย่างเต็มตัว
จาก “กินเพื่อไม่ป่วย” สู่ “กินเพื่อออกแบบชีวิต”
ข้อมูลจากรายงาน Health & Well-being Trends 2026 สะท้อนว่าตลาดอาหารเพื่อสุขภาพมีมูลค่าสูงถึง 1.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2024 และยังเติบโตต่อเนื่องในระยะยาว
การเติบโตนี้ไม่ได้มาจากกระแสชั่วคราว แต่เกิดจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน
- หันมาให้ความสำคัญกับ การป้องกัน (Preventive Health)
- ยอมจ่ายมากขึ้นเพื่อสิ่งที่ดีต่อสุขภาพ (Premium for Better Life)
- มองหาอาหารที่ให้ “ผลลัพธ์เฉพาะด้าน” มากขึ้น
ส่งผลให้อาหารไม่ได้เป็นแค่สินค้า แต่กลายเป็น Solution ของชีวิตในแต่ละวัน
4 ทิศทางสำคัญของ Food Industry ที่กำลังเกิดขึ้น
1. Edible Beauty การดูแลความงาม…เริ่มจาก “สิ่งที่กิน”
แนวคิดความงามกำลังเปลี่ยน จากการดูแลภายนอก สู่การบำรุงจากภายใน อาหารและเครื่องดื่มถูกออกแบบ
เพื่อเชื่อมโยงกับผลลัพธ์ด้านผิวพรรณและรูปลักษณ์
2. Longevity Food เมื่อ “อายุยืน” กลายเป็นเป้าหมายของการกิน
ผู้บริโภคไม่ได้ต้องการแค่มีชีวิตยืนยาว แต่ต้องการ “มีคุณภาพชีวิตที่ดีไปพร้อมกัน” อาหารจึงถูกออกแบบ
เพื่อสนับสนุนการใช้ชีวิตระยะยาวอย่างยั่งยืน
3. Well-Mental Eating อาหาร…ที่เชื่อมโยงกับอารมณ์และสมอง
สุขภาพจิตกลายเป็นเรื่องที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญมากขึ้น อาหารจึงไม่ได้ทำหน้าที่แค่บำรุงร่างกาย
แต่ถูกมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลอารมณ์ และคุณภาพชีวิตในแต่ละวัน
4. Gut Friendly Food เมื่อ “ลำไส้” คือศูนย์กลางของสุขภาพ
ผู้บริโภคเริ่มเข้าใจความเชื่อมโยงระหว่าง ลำไส้ ระบบภูมิคุ้มกัน และสุขภาพจิต ทำให้อาหารที่เกี่ยวกับ Gut Health กลายเป็นหนึ่งในแกนหลักของตลาดสุขภาพ
บทสรุป
สิ่งที่คุณเห็นในบทความนี้ เป็นเพียง “ภาพกว้าง” แต่ในความเป็นจริง ยังมีรายละเอียดอีกมาก ที่ช่วยให้เข้าใจผู้บริโภคได้ลึกกว่านี้
สำหรับผู้ที่ต้องการลงลึก สามารถดูเพิ่มเติมได้ในรายงานฉบับเต็ม “Health & Well-being Trand 2026-27” ได้ที่นี่
บทความเทรนด์อื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง
- “Gartner” เปิด 10 เทรนด์เทคโนโลยีเปลี่ยนโฉมธุรกิจปี 2026
- แนวโน้มตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (EV Trends) ปี 2025-2026
- 10 Digital Marketing Trends 2026: การตลาดไทย
เมื่อยอดขายไม่โต… อาจไม่ใช่เพราะคุณทำไม่พอ แต่เพราะคุณ “มองไม่เห็น”
ในหลายธุรกิจ เรามักเห็นภาพแบบนี้เกิดขึ้นซ้ำ ๆ งบการตลาดเพิ่มขึ้น แคมเปญมีมากขึ้น ทีมทำงานหนักขึ้น แต่ผลลัพธ์กลับ “ไม่โตอย่างที่ควรจะเป็น”
คำถามคือ… ปัญหาอยู่ที่ “การทำไม่มากพอ”
หรืออยู่ที่ “คุณยังไม่รู้ว่าแบรนด์ของคุณอยู่จุดไหนในใจลูกค้า”
จากยอดขาย สู่ “สุขภาพของแบรนด์”
สิ่งที่หลายองค์กรอาจมองข้าม คือ ยอดขายเป็นเพียง “ปลายทาง” ของผลลัพธ์
แต่สิ่งที่ขับเคลื่อนยอดขายจริง ๆ คือ
- การรับรู้
- ความรู้สึกเชื่อมโยง
- ประสบการณ์และความสัมพันธ์ระยะยาวกับลูกค้า
นี่จึงเป็นเหตุผลที่ Brand Monitoring หรือ “การตรวจสุขภาพแบรนด์” กลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการประเมินว่า
แบรนด์ของคุณ “แข็งแรง” แค่ไหนในสายตาและความรู้สึกของลูกค้า
5 เหตุผลที่แบรนด์ต้องตรวจสุขภาพทุกปี
1. เพื่อเข้าใจ “เส้นทางความสัมพันธ์” ของลูกค้าอย่างแท้จริง
ลูกค้าไม่ได้ตัดสินใจซื้อทันที แต่ค่อย ๆ พัฒนาเป็นลำดับขั้น ตั้งแต่
Brand Awareness — รู้จักแบรนด์
Brand Relevance — รู้สึกว่าเกี่ยวข้องกับชีวิต
Acceptable Performance — ยอมรับในสิ่งที่แบรนด์ทำ
Advantage — เชื่อว่าแบรนด์ดีกว่าคู่แข่ง
Superfans — ซื้อซ้ำ บอกต่อ และ “รักแบรนด์”
สิ่งสำคัญคือ หลายแบรนด์ “รู้ว่าคนรู้จัก” แต่ไม่รู้ว่า “คนหยุดอยู่ขั้นไหน”
2. เพื่อประเมิน Performance ของทั้งองค์กร
เมื่อมีตัวชี้วัดที่ชัดเจน คุณจะเห็นว่า
Marketing สร้าง Awareness ได้จริงหรือไม่
Product ตอบโจทย์จนเกิดการยอมรับหรือยัง
Sales ปิดการขายได้เพราะอะไร
Brand Monitoring จึงไม่ใช่แค่เรื่องของการตลาด แต่เป็น “ภาพรวมของทั้งองค์กร”
3. เพื่อวางแผนอนาคตอย่างแม่นยำ
หนึ่งใน pain ที่องค์กรส่วนใหญ่เจอคือ “ปีหน้าควรโฟกัสอะไร” แต่เมื่อคุณมีข้อมูลสุขภาพแบรนด์ คุณจะรู้ทันทีว่า
ควรแก้ Awareness
หรือเร่งสร้าง Loyalty
หรือสร้างความแตกต่างจากคู่แข่ง
จาก “การเดา” สู่ “การตัดสินใจบนข้อมูลจริง”
4. เพื่อใช้งบประมาณได้อย่างมีประสิทธิภาพ
หลายแบรนด์ใช้งบจำนวนมาก แต่ไม่รู้ว่าเงินควรถูกใช้ “ตรงไหน” Brand Monitoring จะช่วยให้คุณตอบได้ว่า
ควรลงทุนเพิ่มใน Awareness หรือไม่
หรือควรทุ่มไปที่การสร้างประสบการณ์ลูกค้า
หรือควรสร้างฐานลูกค้าเดิมให้กลายเป็น Superfans
5. เพื่อเชื่อม KPI และ OKR เข้ากับการเติบโตของแบรนด์
เมื่อคุณมีตัวชี้วัดสุขภาพแบรนด์ที่ชัดเจน KPI จะไม่ใช่แค่ตัวเลขแยกส่วนอีกต่อไป แต่จะกลายเป็น “เครื่องมือขับเคลื่อนแบรนด์”
ทีม Marketing ไม่ได้วัดแค่ Reach
แต่รู้ว่ากำลังสร้าง Awareness หรือไม่
ทีมอื่น ๆ ก็เห็นเป้าหมายเดียวกัน
บทสรุป
สุดท้ายแล้ว แบรนด์ที่เติบโต ไม่ใช่แบรนด์ที่คน “รู้จักมากที่สุด” แต่คือแบรนด์ที่มี “Superfans” มากที่สุด เพราะคนกลุ่มนี้คือ ทั้งยอดขายระยะยาว และพลังของการบอกต่อ
แล้ววันนี้… แบรนด์คุณมี Superfans มากพอแล้วหรือยัง?
หากคุณต้องการเข้าใจว่า ลูกค้าของคุณอยู่ขั้นไหน และอะไรทำให้เขา “เลือก” หรือ “เลิกเลือก”
Superfans Insight แพลตฟอร์มที่จะช่วยให้คุณเห็นคำตอบนั้นอย่างชัดเจน
สนใจรายละเอียด Superfans Insight
ติดต่อสอบถามเพิ่มเติม
โทร : 094-5283947 (คุณไนซ์)
อีเมล : [email protected]
บทความอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง
- วัดผลการสร้างแบรนด์ยังไงให้ได้ผลลัพธ์ที่ทุกคนยอมรับ?
- สุขภาพแบรนด์ (Brand Health) ดีเท่ากับยอดขายที่แข็งแรง
- ตัวชี้วัดแบรนด์ยุคใหม่: เปิดผล Thailand Brand Superfans Index 2024 ครอบคลุม 30 อุตสาหกรรมไทย
เมื่อ “การนอนหลับ” กลายเป็น New Luxury สินค้าที่แพงที่สุดในยุค Burnout
Future Wellness: Sleep Economy กำลังเปลี่ยนนิยามของการพักผ่อน
เรากำลังเข้าสู่ยุคที่นิยามของ “การพักผ่อน” เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
จากข้อมูลของ Global Wellness Institute เศรษฐกิจ Wellness ทั่วโลกกำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง และหนึ่งใน Sub-sector ที่น่าจับตามองที่สุดคือ Sleep Economy อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับ “คุณภาพการนอน” โดยตรง
คำถามสำคัญคือ ทำไมเรื่อง “นอน” ถึงกลายเป็นเรื่องใหญ่ระดับโลก?
The Insight: วิกฤตการนอนของคนเมือง เมื่อชีวิตรวนจนร่างกายตามไม่ทัน
ปัญหาไม่ใช่แค่ “นอนน้อย” แต่คือภาวะ Social Jetlag เวลาชีวิตรวนจากการทำงานข้ามเวลา เสพสื่อก่อนนอน และใช้ชีวิตสวนทางกับนาฬิกาชีวภาพ คนยุคปัจจุบันจึงไม่ได้แค่ “ง่วง” แต่กำลังโหยหา Deep Rest การพักผ่อนที่ฟื้นฟูระบบประสาทจริงๆ
การนอนเฉยๆ อยู่บ้าน อาจไม่เพียงพออีกต่อไป นี่จึงเป็นที่มาของเทรนด์ Sleep Tourism การท่องเที่ยวที่เปลี่ยนจาก “Check-in รัวๆ” เป็น “Check-out จากโลกภายนอก”
Strategic Shift: เมื่อโรงแรมไม่ได้ขายเตียง แต่ขายการ Hack สมองให้หลับ
สำหรับธุรกิจในกลุ่ม Wellness หรือ Hospitality นี่ไม่ใช่แค่เทรนด์ แต่คือ Strategic Opportunity
Strategy 1: Hyper-Personalized Sleep Environment
เปลี่ยนจาก “ที่ซุกหัวนอน” เป็น “Sleep Sanctuary”
The Shift หมดยุคที่โรงแรมขายแค่ “เตียงนุ่มดูดวิญญาณ” แล้วจบ วันนี้ต้องยกระดับสู่การขาย Environment Hacking หรือ “สภาพแวดล้อมที่ออกแบบมาเพื่อบังคับสมองให้เข้าสู่โหมดพัก”
What to Do
1. Soundscapes ออกแบบเสียงในห้องพัก หรือเพลย์ลิสต์ White Noise / Pink Noise ที่ผ่านการวิจัย เพื่อลดคลื่นสมองจาก Beta (ตื่นตัว) สู่ Alpha และ Theta (ผ่อนคลาย)
2. Circadian Lighting ระบบไฟอัจฉริยะที่เลียนแบบแสงธรรมชาติ ลด Blue Light อัตโนมัติหลังพระอาทิตย์ตก กระตุ้นการหลั่ง Melatonin อย่างเป็นธรรมชาติ
3. Pillow Menu 2.0 ไม่ใช่แค่เลือกแข็ง/นุ่ม แต่เลือกตามท่านอน (Side / Back Sleepers) หรือวัสดุที่ช่วยลดอุณหภูมิศีรษะ
Business Opportunity เฟอร์นิเจอร์, Gadget แต่งบ้าน, สกินแคร์ (เช่น Pillow Spray) สามารถ Collaboration กับโรงแรมเพื่อสร้าง Experience นี้ได้
Strategy 2: Tech-Driven Sleep Concierge
เมื่อ AI กลายเป็นพี่เลี้ยงกล่อมอน
The Shift ผู้บริโภคยุคใหม่ใส่ Smart Watch เข้านอน พวกเขามี Sleep Data อยู่ในมือ ธุรกิจจึงต้องเปลี่ยนจาก Intuition เป็น Data-Driven Service
What to Do
1. Smart Mattress ที่นอน AI ปรับอุณหภูมิและแรงดันแบบ Real-time ตอบสนองสรีระแต่ละบุคคล
2. Wearable Integration โรงแรมบางแห่งเริ่มจับมือกับแบรนด์ Wearable ให้ลูกค้า Track การนอน แล้วนำ Data มาวิเคราะห์เพื่อปรับบริการ เช่น Deep Sleep ต่ำ เสิร์ฟอาหารเช้าเน้นโปรตีนและไขมันดี เลี่ยงน้ำตาลสูง
Business Opportunity ผู้พัฒนาแอปฯ, อุปกรณ์ IoT, Health Tech สามารถเจาะตลาด B2B (โรงแรม/สปา) แทนที่จะขายเฉพาะ End User
Strategy 3: Circadian Synchronization Programs
ขาย “คอร์สตั้งเวลาชีวิต” แทนการขายห้องพัก
The Shift กลุ่ม High Net Worth ไม่ได้ต้องการแค่เตียงดีๆ แต่ต้องการ “Fix” ระบบร่างกายที่พังจากการบินข้ามทวีป หรือการทำงานหนักสะสม
What to Do
1. Jet Lag Recovery Program (3–5 วัน) วางแผนมื้ออาหาร + การออกกำลังกาย + Light Therapy เพื่อ Reset นาฬิกาชีวิต
2. Sleep Retreats มี Sleep Doctor หรือผู้เชี่ยวชาญดูแลแบบ 1:1 ผสาน Meditation, Yoga Nidra และ Digital Detox 100%
Business Opportunity ธุรกิจ Wellness, คลินิกกายภาพ, นักจิตวิทยา และธุรกิจท่องเที่ยว สามารถรวมกันสร้าง High-Value Package นี้ได้
บทสรุป
Why This Matters: Sleep Economy คือ Fundamental Need ของโลกที่หมุนเร็วเกินไป Sleep Economy ไม่ใช่เทรนด์ฉาบฉวย แต่มันคือ ความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ในโลกที่ Burnout กลายเป็นเรื่องปกติ
ธุรกิจที่สามารถมอบ “คุณภาพการนอนที่วัดผลได้” จะไม่ได้แค่ลูกค้าขาจร แต่จะได้ Brand Loyalty เพราะคุณคือคนที่ทำให้ชีวิตเขาดีขึ้นจริงๆ
บทความโดย : ภูชิต มุณีวงศ์ (Future Trend Researcher)
บทความเทรนด์อื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง
- “Gartner” เปิด 10 เทรนด์เทคโนโลยีเปลี่ยนโฉมธุรกิจปี 2026
- แนวโน้มตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (EV Trends) ปี 2025-2026
- 10 Digital Marketing Trends 2026: การตลาดไทย
คนแต่ละวัยดูแลสุขภาพไม่เหมือนกัน และความแตกต่างนี้กำลังสะท้อนอนาคตของธุรกิจสุขภาพไทย
จากการสำรวจผู้บริโภค 1,200 คนทั่วประเทศ โดยบริษัท บารามีซี่ แล็บ ร่วมกับ IQQEW POLL พบว่า การดูแลสุขภาพเชิงรุก (Proactive Healthcare) ไม่ได้หมายถึงเพียงการหลีกเลี่ยงโรค แต่คือการใช้ชีวิตอย่างตระหนักรู้ในทุกมิติ ทั้งร่างกาย จิตใจ และพฤติกรรม เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาว และลดความเสี่ยงด้านสุขภาพในอนาคต
บทความนี้สะท้อนภาพพฤติกรรม ทัศนคติ และความต้องการด้านสุขภาพของผู้บริโภค โดยเฉพาะกลุ่ม Gen Y อายุ 29-44 ปี เป็นกลุ่มที่มีจำนวนมากที่สุดในการสำรวจครั้งนี้ คิดเป็นจำนวน 49.17% เป็นกลุ่มที่สะท้อนภาพ “วันทำงานตัวจริง” อย่างชัดเจนที่สุด พวกเขาเป็นวัยที่ต้องดูแลงาน บ้าน ครอบครัว การเงิน และยังต้องรักษาสุขภาพของตัวเองไปพร้อมกัน ผลลัพธ์คือ…พวกเขามี แรงจูงใจจะดูแลสุขภาพสูง แต่ก็มี อุปสรรคหนักที่สุด เช่นกัน
Gen Y: เจเนอเรชันที่ต้องดูแลทุกอย่างจนไม่มีเวลาดูแลตัวเอง — แต่กลับเป็นวัยที่สนใจเทคโนโลยีสุขภาพมากที่สุด
Gen Y เป็นกลุ่มที่ “เหตุการณ์เจ็บป่วยของตัวเองหรือคนรอบตัว” มีผลกระทบมากที่สุด และในขณะเดียวกันก็ให้ความสำคัญกับรูปลักษณ์ไม่น้อยใคร โดยมีคะแนนแรงจูงใจด้านภาพลักษณ์สูงสุดในทุกช่วงวัย
นอกจากนั้น Gen Y ยังอ่อนไหวต่อ “ข้อมูลสุขภาพและเทรนด์ในสังคม” มากกว่าทุกกลุ่ม และอุปสรรคของพวกเขาคือ “ไม่มีเวลามากที่สุด” และรู้สึกว่าค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ “สูงเกินไป” มากที่สุดเช่นกัน
ความสนใจของ Gen Y ต่อบริการและเทคโนโลยีสุขภาพในอนาคต

Gen Y คือกลุ่มที่ต้องการ “บริการสุขภาพสมัยใหม่” ชัดเจนที่สุด ไม่ว่าจะเป็น:
- เทคโนโลยีทางการแพทย์ใหม่ ๆ และมาตรฐานทันสมัย
- สนใจบริการดูแลนอกสถานพยาบาลและบริการจากระยะไกลมากถึง
- และที่สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์วัยทำงานที่สุด: สนใจการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันสูง
นี่คือกลุ่มที่กำลังมองหาวิธีดูแลสุขภาพแบบ “ประหยัดเวลา แต่ได้ผลลัพธ์ที่ดี” และเปิดรับนวัตกรรมได้อย่างเต็มที่
วิธีรับข้อมูลและสิ่งที่ต้องการจากโรงพยาบาล: อยู่บนโซเชียลเสมอ แต่ต้องช่วยลดค่าใช้จ่ายด้วย
Gen Y เป็นกลุ่มที่ใช้โซเชียลเป็นแหล่งข้อมูลสุขภาพ “มากที่สุด” สูงกว่า Gen Z และ ทุกช่วงวัยอื่น รองลงมาคือแพทย์/โรงพยาบาล และเว็บไซต์สุขภาพที่เชื่อถือได้
Gen Y ต้องการทั้ง “การเข้าถึงที่ง่าย” และ “ต้นทุนที่จับต้องได้” พร้อมกันในเวลาเดียวกัน นี่คือผู้บริโภคที่พร้อมใช้เทคโนโลยีสุขภาพมากที่สุด แต่ก็ต้องการการช่วยเหลือด้านต้นทุนมากที่สุดเช่นกัน
บทสรุป
บทความนี้สะท้อนให้เห็นจุดเปลี่ยนสำคัญของ Gen Y ที่ขยับจากการดูแลสุขภาพแบบตั้งรับ มาเป็นการป้องกันเชิงรุกอย่างจริงจัง ซึ่งเป็นเพียงส่วนหนึ่งจากรายงานฉบับเต็ม “Health Behavior Landscape: อินไซต์พฤติกรรมสุขภาพของคนไทย 5 Generations”
ในรายงานฉบับนี้ เราได้เจาะลึกความแตกต่างและแรงจูงใจของคนแต่ละวัย ตั้งแต่ Gen Alpha จนถึง Baby Boomer เพื่อให้คุณนำไปต่อยอดกลยุทธ์หรือนวัตกรรมสุขภาพได้อย่างแม่นยำ
น่าสนใจว่า… สำหรับกลุ่มที่กำลังจะก้าวเข้าสู่ Gen Y หรือกลุ่มที่กำลังจะเปลี่ยนผ่านสู่วัยถัดไป พฤติกรรมของพวกเขาจะเปลี่ยนไปในทิศทางไหน?
ดาวน์โหลด E-Book ฉบับเต็มได้ฟรีที่นี่: https://forms.gle/tZgKUgH5M5wPBkjC8
บทความอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง
- “บุฟเฟ่ต์ชาบู-ปิ้งย่าง” สนามรบแห่งใหม่ของร้านอาหารแบรนด์ และสมรภูมิในใจผู้บริโภคยุคใหม่
- UPF: อาหารแปรรูปสูง ที่คุณคิดว่า “ดีต่อสุขภาพ” อาจไม่ใช่อย่างที่คิด
- 5 Health Mindsets: The Next Big Opportunity: เข้าใจ 5 กลุ่มสุขภาพ = เจอโอกาสใหม่ก่อนใคร
คนแต่ละวัยดูแลสุขภาพไม่เหมือนกัน และความแตกต่างนี้กำลังสะท้อนอนาคตของธุรกิจสุขภาพไทย
จากการสำรวจผู้บริโภค 1,200 คนทั่วประเทศ โดยบริษัท บารามีซี่ แล็บ ร่วมกับ IQQEW POLL พบว่า การดูแลสุขภาพเชิงรุก (Proactive Healthcare) ไม่ได้หมายถึงเพียงการหลีกเลี่ยงโรค แต่คือการใช้ชีวิตอย่างตระหนักรู้ในทุกมิติ ทั้งร่างกาย จิตใจ และพฤติกรรม เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาว และลดความเสี่ยงด้านสุขภาพในอนาคต
บทความนี้สะท้อนภาพพฤติกรรม ทัศนคติ และความต้องการด้านสุขภาพของผู้บริโภค โดยเฉพาะกลุ่ม Baby Boomer อายุ 60 ปีขึ้นไป คือกลุ่มผู้ตอบแบบสอบถาม จำนวน 5.42% ของทั้งหมด 1,200 คน
Gen Baby Boomer (60+): วัยที่มองสุขภาพเป็นเรื่อง “เร่งด่วน” ไม่ใช่แค่ “สำคัญ”
Gen Baby Boomer คือกลุ่มที่ให้คะแนนความสำคัญด้านสุขภาพสูงที่สุดในทุกช่วงวัย นี่คือวัยที่ ตระหนักแล้วว่า เวลาไม่ได้รอใคร และเหตุการณ์เจ็บป่วยของตัวเองหรือคนรอบข้างยิ่ง ตอกย้ำความจำเป็นในการดูแล
แต่ในขณะที่ความจำเป็นเพิ่มขึ้น อุปสรรคก็ใหญ่ขึ้นตามไปด้วย ค่าใช้จ่ายคือกำแพงสูงที่สุด และแม้จะเชื่อในแพทย์มากที่สุด พวกเขาก็พบว่าเสียงจากครอบครัว เว็บไซต์สุขภาพ และโซเชียลมีเดียเอง ก็เป็นตัวกระตุ้นสำคัญไม่แพ้กัน
แต่ที่น่าสนใจคือ แม้จะใส่ใจสุขภาพขนาดนี้ ความสนใจเทคโนโลยีใหม่กลับต่ำที่สุดในกลุ่มผู้ใหญ่
ทั้งหมด — สะท้อนว่าพวกเขาต้องการสิ่งที่ ใช้งานง่าย เข้าใจง่าย และเชื่อถือได้ มากกว่านวัตกรรมที่ซับซ้อน
ความสนใจของ Gen Baby Boomer ต่อบริการและเทคโนโลยีสุขภาพในอนาคต

ช่องทางข้อมูลอันดับหนึ่งยังคงเป็นแพทย์และโรงพยาบาลซึ่งสูงที่สุดในทุกช่วงวัย สะท้อนความเชื่อมั่นที่ไม่เปลี่ยนแปลง
แต่ข้อมูลจาก “ครอบครัวและคนใกล้ตัว” กลับมีอิทธิพลพอๆ กับโซเชียลมีเดีย
นั่นหมายความว่า การชี้แนะจากคนในบ้านยังคงมีบทบาทสำคัญในการตัดสินใจดูแลสุขภาพของผู้สูงอายุ
ด้านความต้องการสนับสนุน สิ่งที่เด่นที่สุดคือ:
- ระบบแจ้งเตือนนัดหมาย/ยา/ติดตามผล — สูงที่สุดในทุกวัย
- โปรแกรมตรวจสุขภาพราคาประหยัด
- ความต้องการบริการแบบ Personalization, ความรู้สุขภาพออนไลน์ และปรึกษาแพทย์เฉพาะทาง
Gen Baby Boomer คือวัยที่ต้องการ “ความแน่นอน ความง่าย และการดูแลอย่างต่อเนื่อง”
บทสรุป
บทความนี้สะท้อนจุดเปลี่ยนสำคัญของ Gen Baby Boomer ที่ขยับจากการ “ซ่อมแซม” สุขภาพแบบตั้งรับ มาเป็นการ “ป้องกัน” เชิงรุกอย่างจริงจัง เพื่อรักษาคุณภาพชีวิตในระยะยาว ซึ่งนี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งจากรายงาน “Health Behavior Landscape: อินไซต์พฤติกรรมสุขภาพของคนไทย 5 Generations”
ในรายงานฉบับเต็ม เราได้เจาะลึกความแตกต่างและแรงจูงใจ ตั้งแต่ Gen Alpha จนถึง Baby Boomer เพื่อให้คุณนำไปต่อยอดการออกแบบบริการหรือกลยุทธ์ด้านสุขภาพได้อย่างแม่นยำ
ที่น่าจับตามองคือ… กลุ่มวัยที่กำลังจะขยับขึ้นมาเป็น Baby Boomer รุ่นใหม่ พฤติกรรมสุขภาพของพวกเขาจะเปลี่ยนโฉมหน้าไปอย่างไร?
ดาวน์โหลด E-Book ฉบับเต็มได้ฟรี: https://forms.gle/tZgKUgH5M5wPBkjC8
บทความอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง
- “บุฟเฟ่ต์ชาบู-ปิ้งย่าง” สนามรบแห่งใหม่ของร้านอาหารแบรนด์ และสมรภูมิในใจผู้บริโภคยุคใหม่
- UPF: อาหารแปรรูปสูง ที่คุณคิดว่า “ดีต่อสุขภาพ” อาจไม่ใช่อย่างที่คิด
- 5 Health Mindsets: The Next Big Opportunity: เข้าใจ 5 กลุ่มสุขภาพ = เจอโอกาสใหม่ก่อนใคร
นักกินไทยในวันนี้…ไม่ได้เป็นกลุ่มเดียวกันอีกต่อไป
Baramizi Lab ได้ศึกษารายงาน Future Food Trend 2026 จากการวิจัยเชิงปริมาณทั่วประเทศกับกลุ่มตัวอย่างจำนวน 820 คน เพื่อทำความเข้าใจความคิด ค่านิยม และทัศนคติด้านการกินของคนไทยยุคใหม่อย่างลึกซึ้ง ผลการศึกษาพบว่า นักกินไทยสามารถจำแนกออกเป็น 6 สายพันธุ์ ซึ่งแต่ละกลุ่มมีความสนใจ ค่านิยม และมุมมองต่ออาหารที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน ดังนี้
1. Comfort-Loyal Eaters นักกินสายผูกพัน ผู้ผ่อนคลายและมีความสุขจากความคุ้นเคย มีสัดส่วน 15.5%
กลุ่มนี้มีความสุขกับ “ความรู้สึกขณะกิน” มากกว่าการคำนึงถึงสุขภาพหรือคุณค่าทางสังคม ชอบความคุ้นเคย ความมั่นใจในแบรนด์เดิม และความพึงพอใจที่คาดเดาได้ รู้จักตัวเองดีว่าชอบอะไร มองการกินเป็นทั้งความสุขส่วนตัวและกิจกรรมสังสรรค์
กลุ่มนี้มีสัดส่วนโดดเด่นในสาวนักศึกษาและคนทำงานอิสระ หรือแม่บ้าน Gen X รายได้ไม่สูงมากนัก คนกรุงเทพฯ หรือคนเหนือ
2. Conscious Epicureans นักกินสายตระหนักรู้ ผู้พิถีพิถันทุกมิติ มีสัดส่วน 18.3%
กลุ่มนี้คือ “นักกินผู้มีความพิถีพิถันใส่ใจ” ที่ตัดสินใจเลือกอาหารไม่เพียงแค่เพื่อลิ้มรส แต่เพื่อสอดคล้องกับ “ตัวตน” “คุณค่าชีวิต” และ “เป้าหมายทางสังคม” พวกเขาเป็นคนที่มีทั้ง Self-Awareness สูง และ Explorer Mindset ที่รักการเปิดรับของใหม่แต่ยังมี Loyalty ต่อสิ่งที่ไว้วางใจ
กลุ่มนี้มีสัดส่วนโดดเด่นในคนกรุงเทพฯ ทำอาชีพพนักงานบริษัทเอกชน เจ้าของกิจการ และคนทำงานอิสระผ่านดิจิทัล ผู้มีครอบครัวที่มีลูกและลูกเล็ก รายได้ปานกลางจนถึงสูง
3. Balanced Social Foodies นักกินสายสมดุล ที่กินเพื่อรสชาติและมิตรภาพ มีสัดส่วน 28.9%
Segment นี้เป็นผู้บริโภคสาย Enjoyment + Connection คือเน้นการกินอย่างมีความสุข และชอบใช้เวลาในการกินเป็นกิจกรรมเชิงสัมพันธ์ เช่น กินกับครอบครัว เพื่อน แชร์รีวิว บอกต่อร้าน ชอบร้านที่มีบรรยากาศหรือมีเรื่องราว ไม่สุดโต่งในเรื่องสุขภาพ แต่ก็ใส่ใจพอสมควร
กลุ่มนี้มีสัดส่วนโดดเด่นในคนอีสานหรือคนใต้ที่ทำอาชีพพนักงานบริษัทเอกชน หรือเกษตรกร Gen Y หัวขบวนผู้มีครอบครัวที่มีลูกวัยเด็กรายได้ปานกลาง
4. Easygoing Eaters นักกินสายสบาย ไม่ยึดติดความหมาย กินตามใจในแต่ละวัน มีสัดส่วน 2.8%
เป็นกลุ่มที่ไม่ยึดติดกับอาหารในเชิงอารมณ์หรืออัตลักษณ์ พฤติกรรมการกินไม่คงที่และไม่ขับเคลื่อนด้วยความเชื่อหรือคุณค่า เป็นแนวกินเพื่ออยู่ไม่ใช่อยู่เพื่อกิน ไม่ Loyalty และตัดสินใจเร็วบนพื้นฐานของความสะดวกและความพอใจตรงหน้า
กลุ่มนี้มีสัดส่วนโดดเด่นใน Gen Z จังหวัดปริมณฑล ภาคกลาง และภาคตะวันตกผู้เป็นเจ้าของกิจการ/ค้าขาย หรือรับราชการรายได้สูง
5. Convenience-Oriented Dabblers นักกินสายสะดวก ลองได้แต่ไม่ผูกพัน มีสัดส่วน 32.9%
กลุ่มนี้มีนิสัย “ลองไปเรื่อยๆ” เป็นพวก Explorer แบบไม่ผูกพัน ชอบความสะดวกรวดเร็วแต่ไม่ได้ด่วน ไม่ยึดติดกับรสชาติเดิมๆ หรือค่านิยมใดเป็นพิเศษ พร้อมลองใหม่ แต่ถ้ายังไม่ว้าวก็พร้อมจะเปลี่ยนทันที กินเพื่อเยียวยาความรู้สึกเครียดหรือเหนื่อยเป็นครั้งคราว
กลุ่มนี้มีสัดส่วนโดดเด่นในคนทุกเพศ อาจมีเพศชายสูงกว่าภาพรวมเล็กน้อย โสด หลากหลายช่วงวัย หลากหลายอาชีพจากกรุงเทพฯ และปริมณฑล ภาคกลาง และภาคตะวันออก”
6. Refined Health Seekers นักกินสายละเมียดละไมใส่ใจสุขภาพ มีสัดส่วน 1.6%
กลุ่มนี้เป็นคนที่ “มีความคิดเป็นของตัวเองสูง” ไม่ได้กินตามแฟชั่นแต่กินตามคุณค่าที่ตนยึดถือ เชื่อมั่นในแบรนด์/ร้านที่รู้จักดี พร้อมแนะนำให้คนอื่น ใช้การกินสร้างคุณภาพชีวิตและความสุข
กลุ่มนี้มีสัดส่วนโดดเด่นในผู้หญิงโสดหรือโสดแล้วแต่มีบุตรผู้ทำอาชีพอิสระ หรือแม่บ้าน และนักศึกษารายได้ส่วนตัวปานกลางค่อนข้างต่ำเป็นคนปริมณฑล อีสาน และภาคเหนือ”
บทสรุป
การทำความเข้าใจความแตกต่างของผู้บริโภคผ่านปัจจัยทางจิตวิทยา ช่วยให้แบรนด์มองเห็นกลุ่มเป้าหมายได้ชัดขึ้น เลือกโฟกัสได้ตรงจุด และสร้างตัวตนของแบรนด์ให้เข้าไปอยู่ในใจของผู้บริโภคแต่ละกลุ่มได้อย่างมีความหมาย
บทความนี้สะท้อนให้เห็นทั้งโอกาสทางธุรกิจ กลุ่มเป้าหมายที่น่าสนใจ รูปแบบการกินที่กำลังเปิดโอกาสใหม่ ช่องทางการกระจายสินค้าและสื่อที่เข้าถึงผู้บริโภคได้จริง รวมถึงแนวทางในการพัฒนาโปรโมชั่นให้สอดคล้องกับพฤติกรรมและทัศนคติที่เปลี่ยนไป
เนื้อหาในบทความนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของรายงาน Future Food Business Trend 2026–2027 หนังสือสรุปเทรนด์อาหารแห่งอนาคตประจำปี 2026 ที่รวบรวมอินไซต์เชิงลึกและมุมมองเชิงกลยุทธ์สำหรับธุรกิจอาหารอย่างครบถ้วน
ผู้ที่สนใจสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมและสั่งซื้อรายงานฉบับเต็มได้ที่
https://baramizilab.co.th/trend-reports/bundle-set-future-food-business-trend/
บทความโดย : คุณพลวัฒน์ จูเจริญ (Sr. Future Trend Researcher)
บทความอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง
- “บุฟเฟ่ต์ชาบู-ปิ้งย่าง” สนามรบแห่งใหม่ของร้านอาหารแบรนด์ และสมรภูมิในใจผู้บริโภคยุคใหม่
- UPF: อาหารแปรรูปสูง ที่คุณคิดว่า “ดีต่อสุขภาพ” อาจไม่ใช่อย่างที่คิด
- 5 Health Mindsets: The Next Big Opportunity: เข้าใจ 5 กลุ่มสุขภาพ = เจอโอกาสใหม่ก่อนใคร
รู้ก่อนนำคนอื่นไป “10 ก้าว”เทรนด์ขับเคลื่อนธุรกิจปี 2026 ที่ธุรกิจต้องเริ่มทำ
ปี 2026 คือปีแห่ง “โอกาสธุรกิจ” สำหรับผู้ประกอบการ
เมื่อเทคโนโลยีใหม่ ความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป และนโยบายระดับภูมิภาค เริ่มบรรจบกันอย่างชัดเจน
เพื่อให้ธุรกิจไม่ตกยุคและสร้างมูลค่าเหนือคู่แข่ง
เราได้รวบรวมเทรนด์โลกที่สำคัญ พร้อมแนวทางวัดผลตอบแทน (ROI) และกรอบการทำงานที่ช่วยสนับสนุนการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์

1. ปัญญาประดิษฐ์ตัวแทน (AI Agents)
ปัญญาประดิษฐ์ไม่ได้อยู่แค่ในวงการด้านเทคโนโลยีอีกต่อไป มันกลายเป็นตัวขับเคลื่อนธุรกิจที่จับต้องได้ โดย Gartner คาดการณ์ว่า 40% ขององค์กรจะนำเอา AI Agent เข้ามาใช้ภายในปลายปี 2026 AI Agent ต่างจาก Generative AI ที่ดำเนินงานตามคำสั่ง AI Agent สามารถทำงานอิสระได้ ถูกออกแบบมาสำหรับภารกิจเฉพาะเจาะจง และเรียนรู้ได้ตามเวลาจริง
กรณีศึกษา :Nextoria บริษัทที่ปรึกษาด้าน M&A จากลอนดอน ที่นำแพลตฟอร์ม AI ชื่อว่า Juma (ชื่อเดิม Team-GPT) เข้ามาใช้ในกระบวนการทำงาน สิ่งที่เกิดขึ้นคือ AI ช่วยลดความซับซ้อนในขั้นตอน Due Diligence ปรับปรุงความแม่นยำของโมเดลการเงิน และให้ข้อมูลสนับสนุนการเจรจาต่อรอง จนทำให้ Nextoria สามารถ “ปิดดีลได้เร็วขึ้นถึง 35%” พร้อมความถูกต้องแม่นยำที่สูงขึ้นกว่าเดิม
2. Social Commerce: ช่องทางการขายที่เติบโตเร็วที่สุด
ภาพรวมระดับโลก (Global Context): Social Commerce ได้กลายเป็นกระแสหลักของการค้าออนไลน์ไปแล้ว
ข้อมูลชี้ว่าตั้งแต่ปี 2023 ยอดขายผ่านช่องทางนี้ครองส่วนแบ่งถึง 17% ของการขายออนไลน์ทั้งหมดทั่วโลก
การเติบโตในตลาดสหรัฐฯ (US Market Forecast): แนวโน้มนี้ยังคงพุ่งทะยานต่อเนื่อง โดยเฉพาะในสหรัฐฯ ที่คาดการณ์ว่าในปี 2025 ตลาดจะมีมูลค่าสูงถึง 114.7 พันล้านดอลลาร์ ด้วยอัตราการเติบโตเฉลี่ย 14.4% ต่อปี
กุญแจความสำเร็จ: Shoppertainment ปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อนตัวเลขเหล่านี้คือเทรนด์ “Shoppertainment” (การผสานความบันเทิงเข้ากับการช้อปปิ้ง) ผู้สร้างคอนเทนต์ไม่ได้แค่ขายของ แต่เน้นสร้างความสนุกและประสบการณ์ร่วม ซึ่งพิสูจน์แล้วว่าทำให้อัตราการตัดสินใจซื้อ (Conversion Rate) สูงกว่าเว็บไซต์ E-commerce ทั่วไปถึง 30%
อนาคตปี 2030: ยุคแห่ง Live Shopping จุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ที่สุดกำลังจะเกิดขึ้นในรูปแบบ “Live Shopping” ซึ่งเป็นการรวมความบันเทิง การค้นพบสินค้า และการจ่ายเงินไว้ในจุดเดียว คาดการณ์ว่าตลาด Live Shopping ทั่วโลกจะเติบโตจากหลักหมื่นล้านในปัจจุบัน พุ่งแตะระดับ 2 ล้านล้านดอลลาร์ ภายในปี 2030
ปัจจัยแห่งความสำเร็จ:
- Micro-influencers ทรงพลัง: อินฟลูเอนเซอร์ระดับย่อย (Micro-influencers) มักสร้างผลลัพธ์ได้ดีกว่าคนดังระดับมหาชน เนื่องจากได้รับความไว้วางใจจากชุมชนผู้ติดตามที่เหนียวแน่นกว่า
- UGC และ Short Video: เนื้อหาที่สร้างโดยผู้ใช้จริง (User-Generated Content) และวิดีโอสั้น เป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญในการตัดสินใจซื้อ
- ความสมจริง (Authenticity): ความเป็นธรรมชาติและจริงใจของคลิปสั้น ได้รับการพิสูจน์แล้วว่ามีประสิทธิภาพสูงสุดในการดึงดูดความสนใจ
3.เศรษฐกิจสุขภาพ (Wellness Economy): โอกาสมหาศาลสำหรับไทย
กลุ่มธุรกิจที่น่าจับตามองและมีอัตราการเติบโตสูงสุด ได้แก่:
- อสังหาริมทรัพย์เพื่อสุขภาพ (Wellness Real Estate): เติบโต 15.8% ต่อปี
- สุขภาพจิต (Mental Wellness): เติบโต 10.1% ต่อปี
- ธุรกิจน้ำพุร้อนและแร่ธรรมชาติ: เติบโต 10% ต่อปี
สถานการณ์ในประเทศไทย: โตสวนกระแสถึง 2 เท่า ตัดภาพมาที่ประเทศไทย ในปี 2023 (พ.ศ. 2566) ตลาดเวลเนสไทยมีมูลค่า 4.19 แสนล้านบาท ซึ่งเป็นตัวเลขที่น่าตกใจเพราะ “เพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า” จากปีก่อนหน้า โดยโครงสร้างลูกค้าปัจจุบันประกอบด้วยคนไทย 60% และนักท่องเที่ยวต่างชาติ 40%
โอกาสทองของผู้ประกอบการ: “ช่องว่างในตลาดโรงแรม” ข้อมูลที่น่าสนใจที่สุดสำหรับนักลงทุนคือ 62% ของโรงแรมเชิงสุขภาพในไทย ยังเป็นผู้ประกอบการอิสระ (Non-branded) หรือยังไม่มีแบรนด์บริหารจัดการระดับสากล นี่จึงเป็นโอกาสมหาศาลสำหรับผู้ประกอบการรายใหม่ หรือเชนโรงแรมต่าง ๆ ที่จะเข้ามาสร้างมาตรฐานและยึดครองส่วนแบ่งตลาดในจุดนี้
โครงการระดับเรือธง (Key Benchmarks) ที่เปิดตัวในปี 2566:
- Fivelements (เกาะสมุย): รีสอร์ต Wellness ระดับไฮเอนด์
- Clinique La Prairie (ภูเก็ต): ศูนย์สุขภาพและเวลเนสระดับโลก
- Tiva Ao Makham (ภูเก็ต): โครงการใหม่จากเครือเซ็นทารา (Centara)
ช่องว่างทางการตลาด (Market Gaps) ที่น่าสนใจ:
- Wellness Hospitality: โรงแรมเชิงสุขภาพที่มีทำเลศักยภาพสูง แต่ยังขาดการบริหารจัดการโดยแบรนด์ระดับสากล
- AgeTech Solutions: แอปพลิเคชันอัจฉริยะและเทคโนโลยีเพื่อดูแลผู้สูงอายุ
- Personalized Wellness Packages: บริการสุขภาพเฉพาะบุคคลที่ขับเคลื่อนด้วยการวิเคราะห์ข้อมูลผ่าน AI
- Nutrition & Smart Fitness: ตลาดอาหารเพื่อสุขภาพ (มูลค่า 1.98 แสนล้านบาท) และเทคโนโลยีการออกกำลังกาย
4.Context-aware AI และบริการ “Context-as-a-Service”
แม้ว่า Generative AI ในปัจจุบันจะทรงพลังมาก แต่ยังมีข้อจำกัดเมื่อต้องนำไปใช้ในบริบททางธุรกิจที่ซับซ้อน ธุรกิจต่างๆ จึงจำเป็นต้อง “เทรน” (Train) หรือปรับจูน AI เหล่านี้ให้เข้าใจกฎระเบียบ เงื่อนไขเฉพาะ และข้อมูลเชิงลึกระดับย่อย (Micro-level data) เพื่อให้ AI สามารถนำมาใช้งานได้จริงและเกิดประโยชน์สูงสุด
โอกาสทางธุรกิจใหม่: Context Engineering กำลังกลายเป็นที่ต้องการอย่างมาก โดยบริษัทที่ปรึกษา, สำนักงานกฎหมาย และผู้ให้บริการข้อมูลชั้นนำ กำลังเร่งพัฒนาโซลูชันแบบ Context-as-a-Service เพื่อช่วยให้องค์กรต่างๆ สามารถปรับแต่ง AI ให้มีความฉลาดเฉพาะทาง และสร้างจุดเด่นที่แตกต่างในตลาดได้ (Niche)
สำหรับธุรกิจไทย: ในขณะที่ประเทศไทยกำลังตื่นตัวเรื่อง AI นี่คือโอกาสทองสำหรับบริษัทที่ปรึกษา (Consultants), ผู้บริหารข้อมูล (CDOs) และนักพัฒนาซอฟต์แวร์ ในการสร้างโซลูชัน AI ที่ถูกปรับแต่งให้เหมาะสมกับท้องถิ่น (Localization) โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำความเข้าใจ ภาษาไทย, ข้อกฎหมายในประเทศ และพลวัตของตลาดไทย
5.ความท้าทายในยุค “Post-Globalization” และการปฏิรูปห่วงโซ่อุปทาน
ยุคทองของโลกาภิวัตน์ที่ไร้พรมแดนหรือแนวคิด “โลกแบน” (The World is Flat) ได้สิ้นสุดลงแล้ว สัญญาณที่ชัดเจนคือสงครามการค้า การใช้มาตรการกำแพงภาษี และความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ทวีความรุนแรงขึ้น ส่งผลให้โครงสร้างการค้าโลกเปลี่ยนไป
กลยุทธ์รับมือสำหรับธุรกิจไทย:
- Nearshoring: พิจารณาย้ายฐานการผลิตมายังประเทศใกล้เคียง หรือปรับขนาดการผลิตให้มีความคล่องตัวมากขึ้น
- Glocalization: ยกระดับมาตรฐานสู่สากล (Global) โดยยังคงจุดแข็งและเอกลักษณ์ของท้องถิ่น (Local) เอาไว้
- Digital Resilience: ลงทุนในเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อสร้างความยืดหยุ่นให้ห่วงโซ่อุปทาน สามารถปรับเปลี่ยนได้ทันทีเมื่อเกิดวิกฤต
- ASEAN Focus: ขยายและเจาะตลาดในภูมิภาคอาเซียนให้เข้มข้นขึ้น
โอกาสทองของการดึงดูดการลงทุน: ทุนจีนกำลังเร่งกระจายความเสี่ยงของห่วงโซ่อุปทานออกนอกประเทศ (Decoupling) ส่งผลให้กลยุทธ์ “China Plus One” ยังคงดำเนินต่อไปอย่างต่อเนื่อง ซึ่งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้—รวมถึงประเทศไทย—จะยังคงได้รับอานิสงส์สำคัญจากการย้ายฐานผลิตนี้ อย่างต่อเนื่อง ซึ่งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้—รวมถึงประเทศไทย—จะยังคงได้รับอานิสงส์สำคัญจากการย้ายฐานผลิตนี้
6. Creator Economy: ผู้ขับเคลื่อนหลักในห่วงโซ่มูลค่า
ตลาดเศรษฐกิจผู้สร้างสรรค์เนื้อหา (Creator Economy) ในสหรัฐฯ คาดว่าจะเติบโตจาก 1.23 หมื่นล้านดอลลาร์ (ปี 2566) พุ่งสู่ 2.06 หมื่นล้านดอลลาร์ (ปี 2569) ส่งผลให้แบรนด์ต่างๆ กำลัง จัดสรรงบประมาณใหม่ (Budget Reallocation) เพื่อมุ่งเน้นไปที่ Influencer Marketing มากขึ้น
ผลตอบแทนการลงทุน (ROI) ที่พิสูจน์แล้ว:
- High Return: การตลาดผ่านอินฟลูเอนเซอร์สร้างผลตอบแทนได้เฉลี่ย
5.78 – 20 ดอลลาร์ ต่อทุกๆ 1 ดอลลาร์ที่ลงทุนไป - Outperform: ให้ผลตอบแทนสูงกว่าการโฆษณาดิจิทัลแบบดั้งเดิม
(Traditional Digital Ads) ถึง 11 เท่า - Top Tier Success: แคมเปญที่ประสบความสำเร็จสูงสุดสามารถทำยอดขายได้ถึง 18-20 ดอลลาร์ ต่อเงินลงทุน 1 ดอลลาร์
ทำไม Micro-influencers ถึงเป็นผู้ชนะ: กลุ่มอินฟลูเอนเซอร์ระดับย่อย (Micro-influencers) มักมีประสิทธิภาพเหนือกว่ารายใหญ่ เนื่องจากมีอัตราการมีส่วนร่วม (Engagement Rate) ที่สูงกว่า ได้รับความไว้วางใจจากชุมชนที่เหนียวแน่น และมีความสามารถในการปิดการขาย (Conversion) ที่ยอดเยี่ยม ปัจจัยเหล่านี้ทำให้องค์กรกว่า 71% ตัดสินใจเพิ่มงบประมาณด้านนี้ต่อเนื่องทุกปี
โอกาสสำหรับประเทศไทย: ประเทศไทยมีรากฐาน Creator ที่แข็งแกร่งมาก โดยเฉพาะในกลุ่มความงาม แฟชั่น สุขภาพ และการท่องเที่ยว โอกาสทางธุรกิจที่น่าสนใจคือการสร้าง “แพลตฟอร์มสนับสนุน Creator แบบครบวงจร” ที่มาพร้อมกับระบบวิเคราะห์ข้อมูล (Analytics), เครื่องมือช่วยทำงานร่วมกัน (Collaboration Tools) และระบบการชำระเงินที่ไร้รอยต่อ
7. เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy): ขุมทรัพย์มูลค่า 7 แสนล้านดอลลาร์
แม้ว่าคำว่า “ความยั่งยืน” (Sustainability) มักจะถูกเชื่อมโยงกับการรักษาสิ่งแวดล้อม แต่โมเดล เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) นั้นแท้จริงแล้วคือเครื่องมือสร้างกำไรที่วัดผลได้ จากผลสำรวจพบว่า 97% ของบริษัทที่นำแนวคิดนี้มาใช้ มีเป้าหมายที่เหนือกว่าแค่เรื่องโลกสวย แต่เพื่อสร้าง “ผลกำไร” และ “ความได้เปรียบทางการแข่งขัน”
ผลลัพธ์ทางธุรกิจที่พิสูจน์แล้ว:
- Revenue Growth: 70% ขององค์กรคาดการณ์ว่าแนวทาง Circular จะช่วยเพิ่มรายได้ภายในปี 2029 (พ.ศ. 2572)
- Top-line Growth: โมเดลหมุนเวียนช่วยสร้างการเติบโตของรายได้รวมได้ถึง 15-20%
- Cost Reduction: ช่วยลดต้นทุนวัตถุดิบลงได้ 10-15%
Market Value: ตลาด Circular Economy มีศักยภาพแตะระดับ 700 พันล้านดอลลาร์ภายในปี 2030 (พ.ศ. 2573)

กรณีศึกษาความสำเร็จ (Use Case): Philips ร่วมมือกับโรงพยาบาลในการอัปเกรดอุปกรณ์ทางการแพทย์
(เช่น เครื่อง MRI, CT scanner) ผ่านโปรแกรมแลกเปลี่ยนเครื่องเก่า (Trade-in) เพื่อรับส่วนลด โดย Philips จะนำเครื่องเก่าไปผ่านกระบวนการปรับปรุงสภาพใหม่ (Refurbish) และนำกลับมาจำหน่ายอีกครั้ง โมเดลนี้ช่วยให้โรงพยาบาลประหยัดงบประมาณ ในขณะที่ Philips สามารถเข้าถึงตลาดกลุ่มใหม่ที่ต้องการสินค้าราคาจับต้องได้ (Affordability)
8.บริบทเฉพาะของไทย: 10 เทรนด์ขับเคลื่อนปี 2566
นอกเหนือจากเทรนด์ระดับโลกแล้ว ประเทศไทยยังมี “ปัจจัยเฉพาะตัว” ที่แตกต่าง ซึ่งธุรกิจต้องจับตามองเป็นพิเศษ:
- AI Agent Localization: การประยุกต์ใช้ AI ที่เข้าใจภาษาไทยและบริบทท้องถิ่นอย่างลึกซึ้ง
- ทุนจีน (Chinese Capital): การวางตำแหน่งธุรกิจไทยให้เหนือกว่าคู่แข่งจากจีน โดยเน้นจุดแข็งเรื่อง “คุณภาพและการบริการ” (Service & Quality)
- Longevity & AgeTech: สังคมสูงวัยผลักดันความต้องการเทคโนโลยีเพื่อการดูแลสุขภาพ (Healthcare Technology)
- Targeted Tourism: การเปลี่ยนผ่านจากการท่องเที่ยวเน้นปริมาณ (Mass Tourism) สู่การท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ เช่น Wellness, Medical, MICE และการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ
- Gen Well: คนรุ่นใหม่ที่ให้ความสำคัญกับสมดุลชีวิตและการทำงาน (Work-Life Balance) รวมถึงประสบการณ์ด้านสุขภาวะ
- Brand Values: การสร้างแบรนด์ที่แข็งแกร่งเพื่อสร้างความแตกต่าง (Differentiation) หลุดพ้นจากสงครามราคาสินค้าทั่วไป
- Materiality in Action: ESG ต้องไม่ใช่แค่คำโฆษณา แต่ต้องเป็นแกนหลักของกลยุทธ์องค์กรที่จับต้องได้จริง
- Bioconvergence: การบรรจบกันของเทคโนโลยีชีวภาพและดิจิทัล สร้างโอกาสในธุรกิจการแพทย์เฉพาะบุคคล (Personalized Medicine) และเกษตรอัจฉริยะ (Smart Agriculture)
- Trust: “ความไว้วางใจ” คือต้นทุนใหม่ (New Capital) ที่จะเป็นตัวชี้วัดแพ้ชนะในการแข่งขันระยะยาว

9. นโยบาย ESG และการวัดผลความยั่งยืน
สินทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับ ESG คาดว่าจะแตะระดับ 33.9 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปี 2566 ซึ่งเป็นสัญญาณชัดเจนว่าสถาบันการเงินและนักลงทุนกำลังผลักดันให้ความยั่งยืน
กลายเป็นเรื่องจริงจังทางธุรกิจ
ผลตอบแทนจากการเปลี่ยนผ่าน (The Green Advantage): บริษัทที่มีความมุ่งมั่นต่อความยั่งยืนอย่างแท้จริงจะได้รับสิทธิประโยชน์สำคัญ
ได้แก่ การเข้าถึงแหล่งเงินทุนต้นทุนต่ำ (Lower-cost financing), ความเสี่ยงทางธุรกิจที่ลดลง และโอกาสในการดึงดูดพนักงานที่มีความสามารถ (Talent) ซึ่งต้องการทำงานในองค์กรที่มีเป้าหมายเพื่อสังคม
ตัวเลขที่น่าสนใจ:
- 47% ของผู้บริหารระดับสูง (C-Level) คาดการณ์ว่าการเพิกเฉยหรือลดความสำคัญของ ESG จะนำไปสู่การหยุดชะงักทางธุรกิจ
- 60% ของผู้บริหารระบุว่า ความยั่งยืนในห่วงโซ่อุปทานช่วยให้ดึงดูดลูกค้ากลุ่มใหม่ได้จริง
ข้อเสนอแนะเชิงกลยุทธ์สำหรับธุรกิจไทย (Strategic Recommendations)
ผู้ประกอบการที่จะประสบความสำเร็จในปีนี้ ควรปรับใช้กลยุทธ์ดังนี้:
- ชิงความได้เปรียบในระยะสั้น (Quick Wins for First Movers): การนำ AI Agent มาใช้งานมีกรอบเวลาคืนทุนสั้นเพียง 3-6 เดือน แต่สร้างผลตอบแทนการลงทุน (ROI) ได้สูงถึง 5-10 เท่า ถือเป็นการเดิมพันระยะสั้นที่คุ้มค่าที่สุด
- สมดุลเกมยาว (Balance with Long-term): ธุรกิจในกลุ่ม Wellness Economy และโมเดล Circular Economy อาจต้องใช้เวลา 6-12 เดือนในการตั้งไข่ แต่จะสร้างมูลค่าที่มั่นคงและยั่งยืน (Steady-state value) ในระยะยาว
- ใช้กลยุทธ์ควบคู่ (Dual Track Strategy): บริหารจัดการ Social Commerce และ Creator Partnerships ไปพร้อมกัน โดยใช้ทรัพยากรดิจิทัลชุดเดียวกันเพื่อความคุ้มค่าสูงสุด
- บริหารความเสี่ยงด้านความเชื่อมั่น (Trust Management): ในโลกที่สถานการณ์มีความผันผวนสูง “ความโปร่งใส” และ “ความไว้วางใจ” คือตัวตัดสินว่าใครจะเป็นผู้ชนะในตลาด
- ยึดข้อมูลเป็นศูนย์กลาง (Data-Centric): ใช้การตัดสินใจบนฐานข้อมูล (Data-driven) ตั้งแต่การกำหนดกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย การยิงโฆษณา ไปจนถึงการวัดผล ROI ในทุกมิติ
บทสรุป (Executive Summary)
ปี 2566 เปรียบเสมือน “หน้าต่างแห่งโอกาส” (Window of Opportunity) ที่เปิดกว้างสำหรับธุรกิจไทย โดยเฉพาะองค์กรที่กล้าปรับตัวและเคลื่อนที่เร็ว
ผู้ที่สามารถวางตำแหน่งธุรกิจให้สอดคล้องกับเทรนด์ AI, Wellness, Social Commerce และ Circular Economy จะสามารถคว้า “ส่วนแบ่งการตลาดที่เหนือกว่า” (Outsized Share) ในการเติบโตระลอกใหม่นี้ได้ สิ่งสำคัญที่สุดคือการสร้างขีดความสามารถในการตัดสินใจด้วยข้อมูลจริง เพื่อรับมือกับความไม่แน่นอนที่อาจเกิดขึ้น
บทความโดย : ภูชิต มุณีวงศ์ (Future Trend Researcher)
บทความเทรนด์อื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง
- “Gartner” เปิด 10 เทรนด์เทคโนโลยีเปลี่ยนโฉมธุรกิจปี 2026
- แนวโน้มตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (EV Trends) ปี 2025-2026
- 10 Digital Marketing Trends 2026: การตลาดไทย