Baramizi Lab logo

Day One Tactics ธุรกิจจับคู่จะชนะอย่างไร เมื่อ ‘ความเร็ว’ และ ‘ตัวเลือกเยอะ’ ไม่ใช่คุณค่าหลักของพฤติกรรมผู้ใช้งาน

Day One Tactics
10
09.2025
view
701
SHARE

Day One Tactics ธุรกิจจับคู่จะชนะอย่างไร เมื่อ ‘ความเร็ว’ และ ‘ตัวเลือกเยอะ’ ไม่ใช่คุณค่าหลักของพฤติกรรมผู้ใช้งาน

ในโลกที่ความสัมพันธ์ไม่ใช่เส้นตรงอีกต่อไป

ตั้งแต่หาเพื่อน, หากลุ่มเฉพาะทางที่สนใจ, หางานที่ตรงสาย ไปจนหาเดตที่ใช่ ในทุกวันนี้ทุกอย่างกำลังกระจายตัวสู่ “แพลตฟอร์มตัวกลาง” ที่ทำให้คนอยากเจอกันได้เจอกันง่ายขึ้น แต่ความต้องที่ซับซ้อนอยู่ในตัวทุกคน เรามีความเหงาแต่ก็ขี้เกียจในเวลาเดียวกัน แอปต่างๆ อาจทำให้การเริ่มบทสนทนาง่ายขึ้น แต่ไม่ได้ตอบโจทย์ที่ตรงใจ กลับกัน มันยิ่งตอกคำถามว่าเราจะรักษาความตั้งใจ ความปลอดภัย และความคุ้มค่าของเวลาที่จ่ายลงไปอย่างไร

ความซับซ้อนของพฤติกรรมทำให้รูปแบบการมองหาความสัมพันธ์เกิดความยากขึ้น ผู้ใช้งานพร้อมที่จะ ‘ยกเลิก’ ความสัมพันธ์ตลอดเวลา แทนที่การ ‘รักษา’ ให้คงไว้ ตัวอย่างเช่น การเตรียมตัวเพื่อถอนตัวล่วงหน้า (Banksying), การค่อยๆ เว้นระยะห่างก่อนจากลา (Slow Fade), หรือ การหายไปเฉย ๆ ตัดการสื่อสารทันที (Ghosting) ซึ่งทั้งหมด มี “รากพฤติกรรมร่วม” คือการ หลีกเลี่ยงความอึดอัด (Avoidance), ปกป้องตนเองทางอารมณ์ (Self-Preservation) และ “ภาวะล้นทางเลือก” (Choice Overload) ซึ่งจะเกิดเป็น “ความเหนื่อยล้า” (Dating-App Fatigue) ภาวะทั้งหมดนี้ล้วนกระทบธุรกิจที่ซึ่งขาย ‘ความสะดวกสบาย’ จากเทคโนโลยีที่พาคน มาเจอกันตามเจตนาต่างๆ เพราะเมื่อเกิดความล้าจำนวนมาก ย่อมส่งผลต่อการใช้งานในแอปที่ลดลง

4 ช่วงประสบการณ์ของผู้ใช้งานแอปหาคู่

ถ้าหากลองทำความเข้าใจพฤติกรรม และความต้องการในแต่ละช่วงของผู้ใช้งานแอปหาคู่ เราจะเจอว่ามีทั้งหมด 4 ช่วง คือ

1.คลุมเครือ (Ambiguity)
คุยต่อเนื่องยาวนาน แต่ไม่กำหนดสถานะ และไม่เกิดการพบเจอกันในโลกจริง ทำให้พลังใจ และเวลาเสียไปโดยไม่คืบหน้า

2.คลั่งไคล้ (Crush Rush)
กลไกการเร่งอย่างการบูสต์เกิดเป็นการจับคู่จำนวนมาก แต่ไม่แปลงเป็นการสานสัมพันธ์ได้จริง

3.สายใย (Bond)
ความไว้วางใจ ความเข้าใจ และความผูกพันค่อย ๆ ก่อตัวจากการใช้เวลาเป็นระยะเวลานาน ซึ่งในสุดท้ายอาจเป็นเฟรนด์โซน’

4.แรกพบ (Day One)
ผลลัพธ์ตรงใจที่เกิดขึ้นด้วยเวลาอันสั้น ไม่เหนื่อยล้าจากการใช้งาน เน้นย้ำเรื่องความปลอดภัยเพื่อเอื้อต่อการพัฒนาสู่ความสัมพันธ์ในชีวิตจริง

ซึ่งเป้าหมายของแอปคือการทำให้ประสบการณ์ของผู้ใช้งานดีที่สุด แอปจำเป็นต้องออกแบบให้ผู้ใช้ ไม่เหนื่อยล้า และพาไปสู่การเจอจริง (IRL) พูดสั้น ๆ หากไม่พาไปสู่การเจอจริง คนจะเหนื่อยล้า ถอนตัว และหันไปพึ่งช่องทางอื่น ไม่ว่าจะเป็นออฟไลน์ หรือยอมที่จะพูดคุยกับ AI มากกว่าคนจริงๆ 

ช่วงเดือนเมษายน–มิถุนายน 2025 บริษัทแม่ของ Tinder และ Hinge รายงานว่า “จำนวนผู้ใช้ที่ยอมจ่ายเงิน” เฉลี่ยต่อเดือนลดลงจากราว 14.84 ล้านคน เหลือ 14.09 ล้านคน (ลดประมาณ 5%) แต่ในขณะเดียวกัน “รายได้เฉลี่ยต่อผู้จ่ายหนึ่งคนต่อเดือน” กลับเพิ่มจากประมาณ 19.05 ดอลลาร์ เป็น 20.00 ดอลลาร์ (เพิ่มราว 5%)[1]

ฝั่ง Bumble ก็สะท้อนภาพคล้ายกันในไตรมาสเดียวกัน: “รายได้รวม” ลดลงประมาณ 8% เหลือ 248.2 ล้านดอลลาร์, และ “จำนวนผู้ใช้ที่จ่ายเงิน” ลดลงราว 8.7% เหลือราว 3.8 ล้านคน ขณะที่ “รายได้เฉลี่ยต่อผู้จ่ายหนึ่งคนต่อเดือน” ขยับขึ้นเล็กน้อยเป็น 21.69 ดอลลาร์

ผลสะเทือนต่อธุรกิจแอปเกิดขึ้นจริง และเริ่มวัดได้เป็นตัวเลข ด้านหนึ่ง “ความล้า” ไม่ได้เกิดจากนิสัยส่วนตัวอย่างเดียว แต่เกิดเพราะสภาพแวดล้อมของแพลตฟอร์มเอื้อให้ “หลบเลี่ยง” ได้ง่าย เหนื่อยล้าจากตัวเลือกเยอะเกิน ทำให้ ฐานผู้จ่ายเงินชะลอ และหดตัว แม้รายได้ต่อผู้จ่ายจะสูงขึ้น ภาพนี้เห็นชัดในผลประกอบการของผู้เล่นรายใหญ่ที่เเสดงให้เห็นว่า คนที่ยอมควักเงินมีจำนวนน้อยลง แต่คนที่ยังจ่ายกลับ “ยอมจ่ายแพงขึ้น” เพื่อได้สิทธิประโยชน์ที่ตรงกับความต้องการ

3 แนวโน้มที่แอปหาคู่จะปรับตัวเพื่ออยู่รอดในวันที่ผู้บริโภคเปลี่ยนไป

1) เผชิญหน้าอย่างปลอดภัย (Trust & Safety)

แพลตฟอร์มถูกบีบให้ ลงทุนกับความเชื่อใจ เป็น “ต้นทุนบังคับ” เช่น 

  • Face Check & ID Verification: การยืนยันตัวที่มีมาตรฐานมากขึ้น เช่น ด้วยวิดีโอเซลฟี่  ทำให้ผู้ยืนยันได้แมตช์มากขึ้น 67% จาก Tinder [3] [4]
  • Share Date: แชร์แผนเดตให้คนที่ไว้ใจรับรู้ + ยืนยันตัวด้วยบัตรประชาชน จาก Bumble 
  • Community Guidelines & Safety: แนวทางความปลอดภัยสำหรับการเจอกันจริง จาก Meetup 

2) ลดความล้าจากตัวเลือกที่มากเกินไป (Choice Overload)

ลดภาระการเลือก ช่วยตัดสินใจง่าย และทำให้ความกดดันน้อยลง

  • Relationship Goals: ตั้งเจตนาความสัมพันธ์บนโปรไฟล์ให้ชัด และDouble Date: จับคู่เป็น “คู่ต่อคู่” โดยพาเพื่อนไปด้วย เพื่อลดความกดดัน ตัดสินใจง่ายขึ้น (เกือบ 90% มาจากผู้ใช้อายุต่ำกว่า 29 ปี สะท้อนความนิยมของ Gen Z และช่วยเร่งการนัดเจอ) จาก Tinder
  • AI Intros with Weekly Scheduling: ระบบแนะนำคู่คุยแบบหนึ่งต่อหนึ่ง จากการอ่านเนื้อหาแนะนำตัว เพื่อสร้างการนัดเจอที่ตรงตามต้องการ จาก Lunchclub

3) มุ่งเป้ากับผลลัพธ์ (Focus on Results)

เพราะผู้ใช้ไม่ได้ต้องการเครื่องมือที่ดีที่สุด เเต่มุ่งเป้าไปที่ผลลัพธ์ที่ต้องการ ซึ่งในปัจจุบันการคือคุณค่ากับปฏิสัมพันธ์ในโลกจริง (IRL: In Real Life)

  • Ticketing Fees: ผู้ซื้อจะจ่ายค่าธรรมเนียมก็ต่อเมื่อมีการเข้าร่วมอีเวนต์จริง จาก Eventbrite
  • Promoted Jobs: (Pay-per-click / pay-per-view budgeting) คิดเงินตามจำนวนคลิกที่คนกดเข้าไปดูประกาศงาน เพื่อให้งานไปหาผู้สมัครที่ตรงโปรไฟล์มากขึ้น จาก LinkedIn 

เศรษฐกิจแห่งการเชื่อมต่อ (Connection Economy) ไม่ได้หยุดอยู่ที่การหาคู่หรือการเดต แต่สะท้อนแกนร่วมเดียวกันในทุกธุรกิจที่ทำหน้าที่ “จับคู่” ไม่ว่าจะเป็นการหาคนที่ใช่ การหางาน การหากิจกรรม หรือการหากลุ่มคอมมูนิตี้ จุดอ่อนสำคัญคือ ความเหนื่อยล้าของผู้ใช้ ในทางกลับกัน แพลตฟอร์มที่เข้าใจหลักการนี้และวางเส้นทางชัดเจน สร้างความไว้วางใจเป็นค่าตั้งต้น (Trust), ลดตัวเลือกให้เหลือน้อยแต่ตรง (Choice), และ ผูกคุณค่ากับผลลัพธ์จริงในโลกจริง (Outcome)—จะสามารถเปลี่ยนจากความล้าเป็นประสบการณ์ที่คุ้มค่า ไม่ว่าจะเป็น Day One ของการเดต การเจอกลุ่มใหม่ การหางานตรงใจ หรือการเข้าร่วมกิจกรรมที่ใช่

กล่าวอีกแบบ ธุรกิจใด ๆ ที่อยู่ใน Connection Economy ล้วนมีโจทย์เดียวกัน: อย่าขายความง่ายชั่วคราว แต่ขายผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริง เพราะสิ่งนี้คือคำตอบที่ทำให้ผู้ใช้ “อยู่ต่อ จ่ายต่อ และกลับมาอีกครั้ง”

บทความโดย : กัณฑ์ฉัตร สมเหมาะ (Future Trend Researcher)


ที่มา:

[1] PR Newswire
[2] ir.bumble.com
[3] AxiosThe Verge
[4] Tinder UK Newsroom
[5] support.bumble.comTechCrunch
[6] help.meetup.com
[7] tinderpressroom.comTechCrunch
[8] Lunchclub
[9] Eventbrite
[10] LinkedIn Business SolutionsForbes

RECOMMEND

read more
26.01.2026 163

Gen Y เจเนอเรชันที่ต้องดูแลทุกอย่างจนไม่มีเวลาดูแลตัวเอง

คนแต่ละวัยดูแลสุขภาพไม่เหมือนกัน และความแตกต่างนี้กำลังสะท้อนอนาคตของธุรกิจสุขภาพไทย จากการสำรวจผู้บริโภค 1,200 คนทั่วประเทศ โดยบริษัท บารามีซี่ แล็บ ร่วมกับ IQQEW POLL พบว่า การดูแลสุขภาพเชิงรุก (Proactive Healthcare) ไม่ได้หมายถึงเพียงการหลีกเลี่ยงโรค แต่คือการใช้ชีวิตอย่างตระหนักรู้ในทุกมิติ ทั้งร่างกาย จิตใจ และพฤติกรรม เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาว และลดความเสี่ยงด้านสุขภาพในอนาคต บทความนี้สะท้อนภาพพฤติกรรม ทัศนคติ และความต้องการด้านสุขภาพของผู้บริโภค โดยเฉพาะกลุ่ม Gen Y อายุ 29-44 ปี เป็นกลุ่มที่มีจำนวนมากที่สุดในการสำรวจครั้งนี้ คิดเป็นจำนวน 49.17% เป็นกลุ่มที่สะท้อนภาพ “วันทำงานตัวจริง” อย่างชัดเจนที่สุด พวกเขาเป็นวัยที่ต้องดูแลงาน บ้าน ครอบครัว การเงิน และยังต้องรักษาสุขภาพของตัวเองไปพร้อมกัน ผลลัพธ์คือ…พวกเขามี แรงจูงใจจะดูแลสุขภาพสูง แต่ก็มี อุปสรรคหนักที่สุด เช่นกัน Gen Y: เจเนอเรชันที่ต้องดูแลทุกอย่างจนไม่มีเวลาดูแลตัวเอง — แต่กลับเป็นวัยที่สนใจเทคโนโลยีสุขภาพมากที่สุด Gen Y เป็นกลุ่มที่ “เหตุการณ์เจ็บป่วยของตัวเองหรือคนรอบตัว” มีผลกระทบมากที่สุด และในขณะเดียวกันก็ให้ความ […]

read more
26.01.2026 298

Gen Baby Boomer วัยที่มองสุขภาพเป็นเรื่อง “เร่งด่วน” ไม่ใช่แค่ “สำคัญ”

คนแต่ละวัยดูแลสุขภาพไม่เหมือนกัน และความแตกต่างนี้กำลังสะท้อนอนาคตของธุรกิจสุขภาพไทย จากการสำรวจผู้บริโภค 1,200 คนทั่วประเทศ โดยบริษัท บารามีซี่ แล็บ ร่วมกับ IQQEW POLL พบว่า การดูแลสุขภาพเชิงรุก (Proactive Healthcare) ไม่ได้หมายถึงเพียงการหลีกเลี่ยงโรค แต่คือการใช้ชีวิตอย่างตระหนักรู้ในทุกมิติ ทั้งร่างกาย จิตใจ และพฤติกรรม เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาว และลดความเสี่ยงด้านสุขภาพในอนาคต บทความนี้สะท้อนภาพพฤติกรรม ทัศนคติ และความต้องการด้านสุขภาพของผู้บริโภค โดยเฉพาะกลุ่ม Baby Boomer อายุ 60 ปีขึ้นไป คือกลุ่มผู้ตอบแบบสอบถาม จำนวน 5.42% ของทั้งหมด 1,200 คน Gen Baby Boomer (60+): วัยที่มองสุขภาพเป็นเรื่อง “เร่งด่วน” ไม่ใช่แค่ “สำคัญ” Gen Baby Boomer คือกลุ่มที่ให้คะแนนความสำคัญด้านสุขภาพสูงที่สุดในทุกช่วงวัย นี่คือวัยที่ ตระหนักแล้วว่า เวลาไม่ได้รอใคร และเหตุการณ์เจ็บป่วยของตัวเองหรือคนรอบข้างยิ่ง ตอกย้ำความจำเป็นในการดูแล แต่ในขณะที่ความจำเป็นเพิ่มขึ้น อุปสรรคก็ใหญ่ขึ้นตามไปด้วย ค่าใช้จ่ายคือกำแพงสูงที่สุด และแม้จะเชื่อในแพทย์มากที่สุด พวกเขาก็พบว่าเสียงจากครอบครัว เว็บไซต์สุขภาพ และโซเช […]

read more
26.01.2026 414

เจาะอินไซต์นักกินไทย 6 สายพันธุ์ | Future Food Trend 2026

นักกินไทยในวันนี้…ไม่ได้เป็นกลุ่มเดียวกันอีกต่อไปBaramizi Lab ได้ศึกษารายงาน Future Food Trend 2026 จากการวิจัยเชิงปริมาณทั่วประเทศกับกลุ่มตัวอย่างจำนวน 820 คน เพื่อทำความเข้าใจความคิด ค่านิยม และทัศนคติด้านการกินของคนไทยยุคใหม่อย่างลึกซึ้ง ผลการศึกษาพบว่า นักกินไทยสามารถจำแนกออกเป็น 6 สายพันธุ์ ซึ่งแต่ละกลุ่มมีความสนใจ ค่านิยม และมุมมองต่ออาหารที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน ดังนี้ 1. Comfort-Loyal Eaters นักกินสายผูกพัน ผู้ผ่อนคลายและมีความสุขจากความคุ้นเคย มีสัดส่วน 15.5% กลุ่มนี้มีความสุขกับ “ความรู้สึกขณะกิน” มากกว่าการคำนึงถึงสุขภาพหรือคุณค่าทางสังคม ชอบความคุ้นเคย ความมั่นใจในแบรนด์เดิม และความพึงพอใจที่คาดเดาได้ รู้จักตัวเองดีว่าชอบอะไร มองการกินเป็นทั้งความสุขส่วนตัวและกิจกรรมสังสรรค์ 📍กลุ่มนี้มีสัดส่วนโดดเด่นในสาวนักศึกษาและคนทำงานอิสระ หรือแม่บ้าน Gen X รายได้ไม่สูงมากนัก คนกรุงเทพฯ หรือคนเหนือ 2. Conscious Epicureans นักกินสายตระหนักรู้ ผู้พิถีพิถันทุกมิติ มีสัดส่วน 18.3% กลุ่มนี้คือ “นักกินผู้มีความพิถีพิถันใส่ใจ” ที่ตัดสินใจเลือกอาหารไม่เพียงแค่เพื่อลิ้มรส แต่เพื่อสอ […]

business trend 2026
read more
19.01.2026 520

BEYOND DISRUPTION เทรนด์ธุรกิจ 2026

รู้ก่อนนำคนอื่นไป “10 ก้าว”เทรนด์ขับเคลื่อนธุรกิจปี 2026 ที่ธุรกิจต้องเริ่มทำ ปี 2026 คือปีแห่ง “โอกาสธุรกิจ” สำหรับผู้ประกอบการเมื่อเทคโนโลยีใหม่ ความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป และนโยบายระดับภูมิภาค เริ่มบรรจบกันอย่างชัดเจน เพื่อให้ธุรกิจไม่ตกยุคและสร้างมูลค่าเหนือคู่แข่งเราได้รวบรวมเทรนด์โลกที่สำคัญ พร้อมแนวทางวัดผลตอบแทน (ROI) และกรอบการทำงานที่ช่วยสนับสนุนการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ 1. ปัญญาประดิษฐ์ตัวแทน (AI Agents) ปัญญาประดิษฐ์ไม่ได้อยู่แค่ในวงการด้านเทคโนโลยีอีกต่อไป มันกลายเป็นตัวขับเคลื่อนธุรกิจที่จับต้องได้ โดย Gartner คาดการณ์ว่า 40% ขององค์กรจะนำเอา AI Agent เข้ามาใช้ภายในปลายปี 2026 AI Agent ต่างจาก Generative AI ที่ดำเนินงานตามคำสั่ง AI Agent สามารถทำงานอิสระได้ ถูกออกแบบมาสำหรับภารกิจเฉพาะเจาะจง และเรียนรู้ได้ตามเวลาจริง​ กรณีศึกษา :Nextoria บริษัทที่ปรึกษาด้าน M&A จากลอนดอน ที่นำแพลตฟอร์ม AI ชื่อว่า Juma (ชื่อเดิม Team-GPT) เข้ามาใช้ในกระบวนการทำงาน สิ่งที่เกิดขึ้นคือ AI ช่วยลดความซับซ้อนในขั้นตอน Due Diligence ปรับปรุงความแม่นยำของโมเดลการเงิน และให้ข้อมูลสนับสนุน […]

read more
26.01.2026 76

Gen X กับมุมมองสุขภาพที่เปลี่ยนไป: อินไซต์จากคนวัยทำงานไทย

คนแต่ละวัยดูแลสุขภาพไม่เหมือนกัน และความแตกต่างนี้กำลังสะท้อนอนาคตของธุรกิจสุขภาพไทย จากการสำรวจผู้บริโภค 1,200 คนทั่วประเทศ โดยบริษัท บารามีซี่ แล็บ ร่วมกับ IQQEW POLL พบว่า การดูแลสุขภาพเชิงรุก (Proactive Healthcare) ไม่ได้หมายถึงเพียงการหลีกเลี่ยงโรค แต่คือการใช้ชีวิตอย่างตระหนักรู้ในทุกมิติ ทั้งร่างกาย จิตใจ และพฤติกรรม เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาว และลดความเสี่ยงด้านสุขภาพในอนาคต บทความนี้สะท้อนภาพพฤติกรรม ทัศนคติ และความต้องการด้านสุขภาพของผู้บริโภค โดยเฉพาะกลุ่ม Gen X อายุ 45–59 ปี คือกลุ่มผู้ตอบแบบสอบถาม จำนวน 225 คน หรือคิดเป็น 18.75% ของทั้งหมด 1,200 คน Gen X รู้ดีว่าเวลาของสุขภาพไม่รอใคร Gen X เป็นช่วงวัยที่เริ่มหันกลับมาดูแลตัวเองอย่างจริงจัง จากประสบการณ์เจ็บป่วยของตนเองหรือคนรอบตัว ทำให้สุขภาพกลายเป็นเรื่องที่ไม่สามารถผัดวันประกันพรุ่งได้อีกต่อไป ข้อมูลชี้ว่า Gen X มีแรงจูงใจในการดูแลสุขภาพสูง โดยเฉพาะจากประสบการณ์การเจ็บป่วย และให้ความสำคัญกับการตรวจสุขภาพตามคำแนะนำแพทย์ แต่ในขณะเดียวกัน ยังเผชิญข้อจำกัดด้านค่าใช้จ่ายและเวลา ส่งผลให้การดูแลสุขภาพอาจยังไม่ต่อเนื่องเท่าท […]

Subscription

เพื่อรับข้อมูลเกี่ยวกับความรู้เทรนด์และวิจัยต่อเนื่อง