Baramizi Lab logo

Place Making เพราะเมืองเป็น ‘สถานที่’ ของทุกคน

Kullanıcılar hızlı işlem bettilt yapmak istediklerinde bağlantısına yöneliyor.

Bahis dünyasında dürüstlük, şeffaflık ve güven prensipleriyle bahsegel giriş hareket eden, her oyuncusuna eşit koşullarda oyun deneyimi yaşatır.

2026 sürümünde yenilikçi kampanyalar sunacak olan bettilt bekleniyor.

Hızlı işlem isteyen kullanıcılar pinco ile avantajlı erişim sağlıyor.

Promosyon avcıları için bettilt giriş kampanyaları büyük bir fırsat sunuyor.

Place Making เพราะเมืองเป็น ‘สถานที่’ ของทุกคน

Place Making เป็นแนวทางหนึ่งในการออกแบบ ‘สถานที่ (Place)’ ที่จะเป็นมากกว่า ‘พื้นที่ (Space)’ พื้นที่อาจเป็นมิติทางกายภาพ แต่สถานที่จะหมายถึงมิติสัมพันธ์ระหว่างผู้คนกับพื้นที่ ความสัมพันธ์ที่ก่อตัวขึ้นในด้านวิถีชีวิต ความคิด และกิจกรรม แนวคิดของ Place Making คือการสร้างสถานที่ที่ไม่เพียงแต่มีประโยชน์ใช้สอยเท่านั้น แต่ยังสวยงามและมีความหมายสำหรับผู้ที่อาศัย ทำงาน และเที่ยวเล่นอยู่ที่นั่น

Place Making มีทั้งหมด 4 ประเภท

  1. Standard Placemaking คือ การที่ชุมชนได้ใช้พื้นที่สาธารณะอย่างมีประสิทธิผลเพื่อสร้างชุมชนที่มีชีวิตชีวาและน่าอยู่ซึ่งผู้คนต้องการอยู่อาศัย ทำงาน เล่น และเรียนรู้ การมีส่วนร่วมของสาธารณะและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในวงกว้างในการฟื้นฟู มีส่วนร่วมทางสังคมและหลักการออกแบบเมืองใหม่
  2. Strategic Placemaking คือ การฟื้นฟูที่เพิ่มทางเลือกด้านที่อยู่อาศัยและการคมนาคมขนส่ง และสิ่งอำนวยความสะดวกในเมืองเพื่อดึงดูดคนงานที่มีความสามารถเข้ามา เพิ่มอัตราการจ้างงานมากขึ้นในเมือง
  3. Creative Placemaking คือ การฟื้นฟูด้วยความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ผสมผสานกิจกรรมศิลปะ วัฒนธรรมและการออกแบบทำให้สถานที่ต่างๆ จุดประกายการพัฒนาเศรษฐกิจ ดึงดูดให้คนหลั่งไหลเข้ามา
  4. Tactical Placemaking คือ การทดสอบโซลูชันต่างๆ โดยใช้ตัวแทนต้นทุนต่ำเพื่อวัดประสิทธิภาพและการสนับสนุนจากสาธารณะเนื่องจากการปรับปรุงพื้นที่มีราคาสูงทำให้ผู้กำหนดนโยบายอาจไม่เห็นด้วย

 

คุณลักษณะของ ‘สถานที่’ ที่ดีเป็นอย่างไร?

อ้างอิงจากภาพด้านบน คุณลักษณะที่ทำให้สถานที่เป็นที่ที่ยอดเยี่ยมนั้นมีอยู่ 4 ลักษณะสำคัญ ได้แก่ 

1. Sociability ความเป็นกันเอง 

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้คนในชุมชนรู้สึกถึงความเป็นกันเอง ได้แก่ ความหลากหลาย การดูแล องค์กรในชุมชน เพื่อนบ้าน ความภาคภูมิใจ ความเป็นมิตร การมีปฏิสัมพันธ์และการต้อนรับ โดยสามารถวัดผลได้จากจำนวนสตรี เด็ก และผู้สูงอายุในชุมชน เครือข่ายทางสังคม กลุ่มอาสาสมัคร การใช้ชีวิตตอนเย็นของคนในชุมชนและชีวิตบนท้องถนน

2. Uses and Activity การใช้งานและกิจกรรม

ปัจจัยสำคัญที่ให้คนในชุมชนรู้สึกถึงการใช้งานและกิจกรรมของพื้นที่ ได้แก่ ความสนุกสนาน กระตือรือร้น ความสำคัญ ความพิเศษ ความมีประโยชน์  การเฉลิมฉลองและยั่งยืน โดยสามารถวัดผลได้จากจำนวนเจ้าของธุรกิจในท้องถิ่น รูปแบบการใช้ที่ดิน มูลค่าทรัพย์สิน ระดับค่าเช่า ยอดขายปลีก

3. Access and linkages การเข้าถึงและการเชื่อมโยง

ปัจจัยที่ทำให้คนในชุมชนรับรู้ถึงการเข้าถึงและการเชื่อมโยงที่มีต่อพื้นที่ ได้แก่ ความต่อเนื่อง ความใกล้ชิด การเชื่อมต่อกัน สามารถอ่านได้ เดินได้ มีความสะดวกและเข้าถึงได้ โดยวัดผลจากข้อมูลการจราจร การแบ่งโหมด การใช้ระบบขนส่ง กิจกรรมคนเดินเท้าและรูปแบบการใช้ที่จอดรถ

4. Comfort and Images ความสะดวกสบายและภาพลักษณ์

ปัจจัยที่ทำให้คนในชุมชนรับรู้ถึงความสะดวกสบายและภาพลักษณ์ที่ดีของพื้นที่ คือ ความปลอดภัย ความสะอาด มีพื้นที่สีเขียว สามารถเดินได้ นั่งได้ มีจิตวิญญาณ มีเสน่ห์ น่าดึงดูดและมีภาพลักษณ์เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ โดยวัดผลได้จากข้อมูลสภาพแวดล้อม สถิติอาชญากรรม ระดับสุขอนามัยและสภาพโครงสร้างอาคาร

Place Making เป็นเรื่องเกี่ยวกับการปรับปรุงคุณภาพของพื้นที่สาธารณะและชีวิตของผู้คนที่ใช้สถานที่นั้น ตามที่รายงานของ MIT ระบุว่า “หากนำไปปฏิบัติ Place Making ที่พยายามที่จะสร้างหรือปรับปรุงพื้นที่สาธารณะ สร้างความสวยงามและความสุข ก่อให้เกิดความภาคภูมิใจของพลเมือง เชื่อมโยงละแวกใกล้เคียง สนับสนุนสุขภาพและความปลอดภัยของชุมชน ขยายความยุติธรรมทางสังคม กระตุ้นการพัฒนาเศรษฐกิจ ส่งเสริมความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม และแน่นอนว่ารักษาความรู้สึกของสถานที่อย่างแท้จริง”

บทบาทของ Place Making ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตและเศรษฐกิจชุมชน

Place Making อาจทำได้ง่ายเพียงแค่การปรับปรุงสวนสาธารณะในท้องถิ่นหรือการปรับโฉมย่านใจกลางเมืองทั้งหมดเพื่อปรับปรุงคุณภาพชีวิต แต่หากทำในสเกลเล็กๆ อาจไม่ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงมากนัก ส่วนใหญ่ Place Making จึงเกิดในขนาดสเกลเมืองเท่านั้น การทำ Place Making มีบทบาทสำคัญในการฟื้นฟูพื้นที่สาธารณะในเมืองต่างๆ เป็นการปรับปรุงคุณภาพชีวิตในชุมชน สามารถนำมาใช้เพื่อการพัฒนาชุมชนในเชิงกายภาพ เช่น การฟื้นฟูอาคารหรือสร้างการสัญจรที่ดีขึ้น นอกจากนี้ยังสามารถสร้างสภาพแวดล้อมที่น่าดึงดูดใจซึ่งนำไปสู่การสร้างงาน ฐานภาษีที่สำคัญยิ่งขึ้น ช่วยเพิ่มทรัพย์สิน แรงบันดาลใจและดึงดูดคนงานหรือผู้อยู่อาศัยที่มีความสามารถเข้ามาช่วยให้เศรษฐกิจในชุมชนเป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น ส่งเสริมความรู้สึกเป็นเจ้าของในการเปลี่ยนแปลงหรือสร้างพื้นที่ที่มีส่วนร่วมมากขึ้น

แนวโน้ม Placemaking ที่ได้รับความสนใจในปี 2024

ผู้คนเริ่มให้ความสนใจเกี่ยวกับ Placemaking มากขึ้นเรื่อยๆ จนถึงขั้นมีจัดอีเวนต์เกี่ยวกับ Placemaking week ในต่างประเทศประจำปีกันเลยทีเดียว เนื่องจาก Placemaking ช่วยให้ชุมชมเริ่มตระหนักถึงสภาพแวดล้อมของชุมชนที่ตนเองอยู่อาศัย เริ่มอยากส่งเสริมพื้นที่ในเมืองที่มีชีวิตชีวา มีการบูรณาการความยั่งยืน ส่งเสริมการมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคม ปรับปรุงความเป็นอยู่ที่ดี ขับเคลื่อนผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและเฉลิมฉลองความหลากหลายทางวัฒนธรรม ทั้งนี้ Placemaking ได้ก่อกำเนิดเทรนด์ที่ผู้คนเริ่มให้ความสนใจมากขึ้นโดยหากสถานที่ไหนๆ ก็ตามที่ได้ออกแบบพื้นที่ตามเทรนด์ของ Placemaking ก็จะช่วยส่งเสริมให้คนในชุมชนออกมาใช้ชีวิตข้างนอกมากขึ้น ยกตัวอย่าง เทรนด์ Placemaking ประจำปี 2024 ได้แก่

  • Equitable Infrastructure โครงสร้างพื้นฐานที่เท่าเทียม คือ การแก้ไขอันตรายและปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานในชุมชนผู้มีรายได้น้อยและชุมชนคนผิวสี ด้วยการมุ่งเน้นไปที่ชุมชนที่ไม่ได้รับการลงทุนในอดีต การลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้สามารถจัดการกับความแตกต่างและส่งเสริมความยุติธรรมด้านสิ่งแวดล้อม
  • Creative Placemaking การสร้างสถานที่อย่างสร้างสรรค์ คือ กระบวนการที่สมาชิกชุมชน ศิลปิน องค์กรศิลปะและวัฒนธรรม นักพัฒนาชุมชน และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอื่นๆ ใช้กลยุทธ์ศิลปะและวัฒนธรรมเพื่อดำเนินการเปลี่ยนแปลงสถานที่ต่างๆ ในชุมชน
  • Placekeeping การเก็บสถานที่ คือ การใช้ทรัพยากรชุมชนที่มีอยู่และเพิ่มบทบาทและความเข้มแข็งในชุมชน เป็นวิธีการพัฒนาพื้นที่เพื่อการอนุรักษ์พื้นที่ทางสังคมและวัฒนธรรม
  • Vacant and underused spaces พื้นที่ว่างและใช้งานน้อย คือ การนำพื้นที่ว่างหรือที่ไม่ได้ใช้คือพื้นที่ในเมืองหรือพื้นที่ชนบทที่ยังไม่ได้ใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่ เช่น อาคารร้างหรือพื้นที่ว่างเปล่ามาปรับปรุง สิ่งเหล่านี้มักเป็นโอกาสในการพัฒนาและฟื้นฟูชุมชน
  • Waterfronts สถานที่ริมน้ำ คือ พื้นที่ตามแนวแหล่งน้ำ เช่น แม่น้ำ ที่มาใช้เพื่อปรับปรุงคุณภาพ การเข้าถึง และการใช้งานสำหรับชุมชนโดยรอบให้เป็นพื้นที่ที่มีชีวิตชีวา ซึ่งมอบโอกาสในการพักผ่อนหย่อนใจและส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจ

เมืองที่นำ Place Making ไปประยุกต์ใช้

มีหลายเมืองจากหลากประเทศทั่วโลกที่ได้นำหลักการ Place Making นำไปปรับใช้กับพื้นที่เพื่อพัฒนาตัวอย่างของเมืองที่นำแนวคิดนี้มาใช้และประสบความสำเร็จ ได้แก่:

1. นิวยอร์กซิตี้ – Times Square

ในช่วงกลางทศวรรษ 2000 ไทม์สแควร์ได้รับการปรับปรุงครั้งใหญ่เพื่อเพิ่มความปลอดภัยของคนเดินถนนและปรับปรุงคุณภาพชีวิต โครงการนี้รวมถึงการปิดถนนบางส่วนสำหรับรถยนต์และสร้างพื้นที่นั่งเล่นสำหรับคนเดินเท้า การเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้ไทม์สแควร์กลายเป็นพื้นที่ที่มีชีวิตชีวามากขึ้น ดึงดูดนักท่องเที่ยวและส่งเสริมธุรกิจในท้องถิ่น

2. โคเปนเฮเกน – สวน Nørrebro

ย่าน Nørrebro ในโคเปนเฮเกนได้รับการปรับปรุงหลายโครงการที่เน้นการสร้างพื้นที่สีเขียวและพื้นที่สาธารณะ หนึ่งในโครงการที่สำคัญคือสวน Superkilen ซึ่งเป็นพื้นที่สาธารณะที่ออกแบบมาเพื่อสะท้อนความหลากหลายของชุมชน โดยมีองค์ประกอบจากกว่า 50 ประเทศทั่วโลก สวนนี้ช่วยเสริมสร้างความภาคภูมิใจและความสามัคคีในชุมชน

3. สิงคโปร์ – Marina Bay

พื้นที่ Marina Bay ในสิงคโปร์เป็นตัวอย่างของการทำ Place Making ที่ยิ่งใหญ่ รวมถึงโครงสร้างที่โดดเด่นอย่าง Marina Bay Sands และ Gardens by the Bay พื้นที่นี้มีการผสมผสานพื้นที่สีเขียว ทางเดินคนเดิน และศิลปะสาธารณะ ทำให้เกิดสภาพแวดล้อมเมืองที่มีชีวิตชีวาและสนับสนุนทั้งการท่องเที่ยว ธุรกิจ และกิจกรรมของชุมชน

Place Making เพื่อการเปลี่ยนแปลงเมืองให้น่าอยู่กว่าเดิม

ในอนาคต แนวคิด Place Making ยังคงมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน เมืองต่างๆ จะสามารถนำแนวทางนี้ไปใช้เพื่อปรับปรุงสภาพแวดล้อม สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ และส่งเสริมความเป็นอยู่ที่ดีของประชากรได้อย่างแท้จริง การทำ Place Making ไม่ใช่เพียงแค่การปรับปรุงพื้นที่ แต่เป็นการสร้างประสบการณ์ชีวิตที่ดีขึ้นสำหรับคนทุกคนในชุมชน

ด้วยความมุ่งมั่นและความร่วมมือจากทุกภาคส่วน การทำ Place Making สามารถเปลี่ยนแปลงเมืองทั่วโลกให้กลายเป็นสถานที่ที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวา สร้างความภาคภูมิใจให้กับชุมชน และเป็นแหล่งรวมความคิดสร้างสรรค์ที่ไม่รู้จบ ดังนั้น แนวคิดนี้จึงควรได้รับการสนับสนุนและพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างอนาคตที่ดียิ่งขึ้นสำหรับทุกคน.

ผู้เขียน: จินต์ศุจี มณฑิราลัยพร

ที่มา:

https://www.citizenlab.co/blog/neighborhoods-community-development/5-examples-of-placemaking-in-community-engagement/ 

https://placemaking-europe.eu/what-is-placemaking/#:~:text=Placemaking%20is…-,Placemaking%20is%20an%20approach%20to%20urban%20planning%20and%20design%20that,%2C%20work%2C%20and%20play%20there

https://calvium.com/5-of-the-worlds-most-creative-placemaking-projects/ 

https://www.philmyrick.com/sb/top-10-examples-of-creative-placemaking-projects/#:~:text=Millennium%20Park%2C%20Chicago%2C%20USA,attracts%20visitors%20and%20locals%20alike

https://sangsehanat-s.medium.com/placemaking-%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%AA%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B9%8C%E0%B8%AA%E0%B8%A3%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%88%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%88%E0%B8%B8%E0%B8%94%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B9%87%E0%B8%81%E0%B9%86%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%B4%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B8%8D%E0%B9%88-84725948df11

RECOMMEND

Business Foresight 2035
read more
08.04.2026 42

Business Foresight 2035: เมื่อองค์กรมี Data มากขึ้น แต่กลับตัดสินใจยากขึ้น

วันนี้หลายองค์กรไม่ได้ขาดข้อมูล แต่กำลังเผชิญกับความท้าทายใหม่คือ “มองอนาคตไม่ตรงกัน” แม้แต่ละแผนกจะมีความเชี่ยวชาญของตัวเอง แต่เมื่อพูดถึงการวางกลยุทธ์ระยะยาว กลับมีมุมมองที่แตกต่างกัน ทำให้การตัดสินใจยิ่งซับซ้อนขึ้น ทำไมองค์กรยุคนี้ต้องมอง “เทรนด์ธุรกิจอนาคต” ให้ชัดขึ้น ในยุคที่การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นรวดเร็ว “เทรนด์” ไม่ใช่แค่เรื่องของการตลาด แต่กลายเป็นตัวกำหนดทิศทางของ โมเดลธุรกิจ ประสบการณ์ลูกค้า และโอกาสใหม่ในอนาคต คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ องค์กรรู้ว่าเทรนด์คืออะไร แต่คือ องค์กรสามารถ “ใช้เทรนด์เพื่อตัดสินใจ” ได้หรือไม่ Business Foresight 2035: Workshop เทรนด์เพื่อผู้บริหาร โครงการ Business Foresight 2035 เป็น workshop เทรนด์ที่ออกแบบมาเพื่อช่วยผู้บริหาร มองเห็นภาพอนาคตในระยะ 5–10 ปี โดย Baramizi Lab ได้ร่วมออกแบบและจัด Workshop นี้ ร่วมกับทีมผู้บริหารของ IMPACT Exhibition Management Co., Ltd. ที่เน้นการแลกเปลี่ยน มากกว่าการบรรยาย เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2569 Insight จาก Workshop: ทำไมองค์กรยังใช้ Data ไม่ได้เต็มที่ จากการทำ workshop ผู้บริหาร พบความท้าทายสำคัญที่หลายองค์กรเผชิญ ได้แก […]

Health & Well-being x Food Industry
read more
27.03.2026 92

Health & Well-being x Food Industry

เมื่อ “อาหาร” ไม่ได้มีไว้แค่อิ่ม แต่กำลังกลายเป็นเครื่องมือดูแลชีวิต ในอดีต การเลือกกินอาหารเพื่อสุขภาพ มักหมายถึงการลดแคลอรี หรือหลีกเลี่ยงไขมัน แต่ในวันนี้ ผู้บริโภคไม่ได้คิดแค่นั้นอีกต่อไป พวกเขากำลังตั้งคำถามใหม่ว่า “สิ่งที่กินเข้าไป…ช่วยให้ชีวิตดีขึ้นในระยะยาวได้อย่างไร?” นี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญ ที่ทำให้อุตสาหกรรมอาหารกำลังก้าวเข้าสู่ Health & Well-being Economy อย่างเต็มตัว จาก “กินเพื่อไม่ป่วย”  สู่ “กินเพื่อออกแบบชีวิต” ข้อมูลจากรายงาน Health & Well-being Trends 2026  สะท้อนว่าตลาดอาหารเพื่อสุขภาพมีมูลค่าสูงถึง 1.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2024 และยังเติบโตต่อเนื่องในระยะยาว การเติบโตนี้ไม่ได้มาจากกระแสชั่วคราว แต่เกิดจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน หันมาให้ความสำคัญกับ การป้องกัน (Preventive Health) ยอมจ่ายมากขึ้นเพื่อสิ่งที่ดีต่อสุขภาพ (Premium for Better Life) มองหาอาหารที่ให้ “ผลลัพธ์เฉพาะด้าน” มากขึ้น ส่งผลให้อาหารไม่ได้เป็นแค่สินค้า แต่กลายเป็น Solution ของชีวิตในแต่ละวัน 4 ทิศทางสำคัญของ Food Industry ที่กำลังเกิดขึ้น 1. Edible Beauty การดูแลความงาม…เริ […]

brand health check and superfans
read more
03.04.2026 55

5 เหตุผลที่แบรนด์ต้อง “ตรวจสุขภาพแบรนด์” ทุกปี

เมื่อยอดขายไม่โต… อาจไม่ใช่เพราะคุณทำไม่พอ แต่เพราะคุณ “มองไม่เห็น” ในหลายธุรกิจ เรามักเห็นภาพแบบนี้เกิดขึ้นซ้ำ ๆ งบการตลาดเพิ่มขึ้น แคมเปญมีมากขึ้น ทีมทำงานหนักขึ้น แต่ผลลัพธ์กลับ “ไม่โตอย่างที่ควรจะเป็น” คำถามคือ… ปัญหาอยู่ที่ “การทำไม่มากพอ”หรืออยู่ที่ “คุณยังไม่รู้ว่าแบรนด์ของคุณอยู่จุดไหนในใจลูกค้า” จากยอดขาย สู่ “สุขภาพของแบรนด์” สิ่งที่หลายองค์กรอาจมองข้าม คือ ยอดขายเป็นเพียง “ปลายทาง” ของผลลัพธ์ แต่สิ่งที่ขับเคลื่อนยอดขายจริง ๆ คือ การรับรู้ ความรู้สึกเชื่อมโยง ประสบการณ์และความสัมพันธ์ระยะยาวกับลูกค้า นี่จึงเป็นเหตุผลที่ Brand Monitoring หรือ “การตรวจสุขภาพแบรนด์” กลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการประเมินว่า แบรนด์ของคุณ “แข็งแรง” แค่ไหนในสายตาและความรู้สึกของลูกค้า 5 เหตุผลที่แบรนด์ต้องตรวจสุขภาพทุกปี 1. เพื่อเข้าใจ “เส้นทางความสัมพันธ์” ของลูกค้าอย่างแท้จริง ลูกค้าไม่ได้ตัดสินใจซื้อทันที แต่ค่อย ๆ พัฒนาเป็นลำดับขั้น ตั้งแต่ Brand Awareness — รู้จักแบรนด์ Brand Relevance — รู้สึกว่าเกี่ยวข้องกับชีวิต Acceptable Performance — ยอมรับในสิ่งที่แบรนด์ทำ Advantage — เชื่อว่าแบรนด์ดีกว่าค […]

wellness Sleep Tourism
read more
18.02.2026 390

Sleep Tourism เมื่อการนอนคือการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดของมนุษย์ยุคใหม่

เมื่อ “การนอนหลับ” กลายเป็น New Luxury สินค้าที่แพงที่สุดในยุค Burnout  Future Wellness: Sleep Economy กำลังเปลี่ยนนิยามของการพักผ่อน เรากำลังเข้าสู่ยุคที่นิยามของ “การพักผ่อน” เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง จากข้อมูลของ Global Wellness Institute เศรษฐกิจ Wellness ทั่วโลกกำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง และหนึ่งใน Sub-sector ที่น่าจับตามองที่สุดคือ Sleep Economy อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับ “คุณภาพการนอน” โดยตรง คำถามสำคัญคือ ทำไมเรื่อง “นอน” ถึงกลายเป็นเรื่องใหญ่ระดับโลก? The Insight: วิกฤตการนอนของคนเมือง เมื่อชีวิตรวนจนร่างกายตามไม่ทัน ปัญหาไม่ใช่แค่ “นอนน้อย” แต่คือภาวะ Social Jetlag  เวลาชีวิตรวนจากการทำงานข้ามเวลา เสพสื่อก่อนนอน และใช้ชีวิตสวนทางกับนาฬิกาชีวภาพ คนยุคปัจจุบันจึงไม่ได้แค่ “ง่วง” แต่กำลังโหยหา Deep Rest การพักผ่อนที่ฟื้นฟูระบบประสาทจริงๆ การนอนเฉยๆ อยู่บ้าน อาจไม่เพียงพออีกต่อไป นี่จึงเป็นที่มาของเทรนด์ Sleep Tourism การท่องเที่ยวที่เปลี่ยนจาก “Check-in รัวๆ” เป็น “Check-out จากโลกภายนอก” Strategic Shift: เมื่อโรงแรมไม่ได้ขายเตียง แต่ขายการ Hack สมองให้หลับ สำหรับธุรกิจในกลุ่ม Welln […]

read more
26.01.2026 959

Gen Y เจเนอเรชันที่ต้องดูแลทุกอย่างจนไม่มีเวลาดูแลตัวเอง

คนแต่ละวัยดูแลสุขภาพไม่เหมือนกัน และความแตกต่างนี้กำลังสะท้อนอนาคตของธุรกิจสุขภาพไทย จากการสำรวจผู้บริโภค 1,200 คนทั่วประเทศ โดยบริษัท บารามีซี่ แล็บ ร่วมกับ IQQEW POLL พบว่า การดูแลสุขภาพเชิงรุก (Proactive Healthcare) ไม่ได้หมายถึงเพียงการหลีกเลี่ยงโรค แต่คือการใช้ชีวิตอย่างตระหนักรู้ในทุกมิติ ทั้งร่างกาย จิตใจ และพฤติกรรม เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาว และลดความเสี่ยงด้านสุขภาพในอนาคต บทความนี้สะท้อนภาพพฤติกรรม ทัศนคติ และความต้องการด้านสุขภาพของผู้บริโภค โดยเฉพาะกลุ่ม Gen Y อายุ 29-44 ปี เป็นกลุ่มที่มีจำนวนมากที่สุดในการสำรวจครั้งนี้ คิดเป็นจำนวน 49.17% เป็นกลุ่มที่สะท้อนภาพ “วันทำงานตัวจริง” อย่างชัดเจนที่สุด พวกเขาเป็นวัยที่ต้องดูแลงาน บ้าน ครอบครัว การเงิน และยังต้องรักษาสุขภาพของตัวเองไปพร้อมกัน ผลลัพธ์คือ…พวกเขามี แรงจูงใจจะดูแลสุขภาพสูง แต่ก็มี อุปสรรคหนักที่สุด เช่นกัน Gen Y: เจเนอเรชันที่ต้องดูแลทุกอย่างจนไม่มีเวลาดูแลตัวเอง — แต่กลับเป็นวัยที่สนใจเทคโนโลยีสุขภาพมากที่สุด Gen Y เป็นกลุ่มที่ “เหตุการณ์เจ็บป่วยของตัวเองหรือคนรอบตัว” มีผลกระทบมากที่สุด และในขณะเดียวกันก็ให้ความ […]

Subscription

เพื่อรับข้อมูลเกี่ยวกับความรู้เทรนด์และวิจัยต่อเนื่อง