Baramizi Lab logo

The Future of Robo Taxi อนาคตของแท็กซี่ที่ไร้คนขับ

The Future of Robo Taxi อนาคตของแท็กซี่ที่ไร้คนขับ

‘Robotaxi’ หรือ แท็กซี่ไร้คนขับที่ใช้ยานพาหนะแบบระบบอัตโนมัติที่ขับเคลื่อนด้วยตัวเอง มีระดับ SAE automation ที่เลเวล 4-5 ที่เป็นเกณฑ์วัดระดับของยานพาหนะตั้งแต่ระบบแมนนวลไปจนถึงระดับอัตโนมัติสูงสุดโดยลูกค้าสามารถเรียก Robotaxi ไปยังสถานที่ใดก็ได้และเดินทางไปที่จุดหมายปลายทางได้อย่างปลอดภัย โดยหนึ่งในเทคโนโลยี Robo Taxi ใช้คือตัวยานพาหนะจะติดตั้งเซ็นเซอร์ LiDAR ไว้หลายจุดเพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการนำทาง การประมวลผลข้อมูลและการโต้ตอบกับสภาพแวดล้อมแบบเรียลไทม์ ช่วยให้สามารถระบุตำแหน่งยานพาหนะและตรวจจับสิ่งกีดขวางได้อย่างแม่นยำด้วยความช่วยเหลือจากเซ็นเซอร์ทำให้ผู้โดยสารเดินทางได้อย่างไร้กังวล

การเติบโตอย่างต่อเนื่องของ Robotaxi

ตลาดของ Robotaxi ทั่วโลกเติบโตขึ้นอย่างมากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยจะเติบโตจาก 2.71 พันล้านดอลลาร์ในปี 2566 เป็น 4.32 พันล้านดอลลาร์ในปี 2567 มีอัตราการเติบโตต่อปี (CAGR) ที่ 59.5% และจากการคาดการณ์ในอนาคตตลาด Robotaxi จะมีการเติบโตแบบก้าวกระโดดโดยจะเติบโตเป็น 25.23 พันล้านดอลลาร์ในปี 2571 มีอัตราการเติบโตต่อปี (CAGR) ที่ 55.5% การเติบโตที่คาดการณ์ไว้ในช่วงระยะเวลาคาดการณ์นั้นได้รับอิทธิพลจากความต้องการบริการเรียกรถโดยสารที่เพิ่มขึ้น การลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาที่สูง การมุ่งเน้นของรัฐบาลในการลดก๊าซเรือนกระจก การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและการเติบโตของการใช้พลังงานไฟฟ้าของยานพาหนะ

นอกจากนี้การเติบโตของ Robotaxi ในอนาคตคาดว่าจะได้รับแรงผลักดันจากการลดต้นทุนเมื่อเปรียบเทียบระหว่าง Robotaxi และแท็กซี่ทั่วไปหรือการเป็นเจ้าของรถยนต์ส่วนตัว รวมถึงการขยายตัวของแนวโน้มการใช้รถร่วมกันและ Mobility-as-a-Service (MaaS) กำลังกระตุ้นให้ลูกค้ามีส่วนร่วมในการใช้งาน Robotaxi ข้อกำหนดสำหรับการขนส่งในเมืองที่มีประสิทธิภาพและความปลอดภัยที่เพิ่มขึ้นซึ่งเป็นผลมาจากการยกเลิกความผิดพลาดของมนุษย์ (Human Error) รวมไปถึงมุมมองของผู้คนที่เปลี่ยนไปต่อรถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติปัจจัยสำคัญเหล่านี้บ่งชี้ถึงอนาคตที่สดใสของตลาด Robotaxi โดยมีศักยภาพในการเติบโตที่สำคัญในปีต่อๆ ไป เนื่องจากบริการแท็กซี่ไร้คนขับถูกนำมาใช้งานร่วมกับระบบการขนส่งในเมืองมากขึ้น

ผู้นำโลกในตลาด Robotaxi

จากการทดลองและพัฒนาเทคโนโลยีเกี่ยวกับยานยนต์ที่ต่อเนื่องมายาวนานหลายปี ปัจจุบันยานพาหนะจากหลายบริษัทเริ่มมีการนำระบบขับขี่อัตโนมัติไปใส่ในยานยนต์ของตนเองเต็มรูปแบบ ส่งผลให้ผู้ขับขี่แทบไม่จำเป็นสำหรับยานพาหนะอีกต่อไป โดยประเทศแรกที่ได้รับอนุญาตในการเปิดบริการ Robotaxi เต็มรูปแบบสู่สาธารณะ คือ ประเทศจีน โดยบริษัท Baidu Inc. ซึ่งเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีของจีนที่ได้ทำการทดสอบ Robotaxi ของบริษัทตนอย่างเข้มงวด ยานพาหนะอัตโนมัติเหล่านี้ได้รับการทดสอบโดยมีผู้ปฏิบัติงานด้านความปลอดภัยนั่งอยู่ในที่นั่งคนขับและที่นั่งผู้โดยสาร หลังจากได้รับอนุญาต Baidu Inc. ก็ดำเนินการให้บริการ Robotaxi เต็มรูปแบบที่อู่ฮั่นและหยงฉวนในฉงชิ่ง

นอกเหนือจากประเทศจีน ยังมีประเทศสหรัฐอเมริกาที่เปิดให้ใช้บริการแท็กซี่ไร้คนขับแล้วเช่นกัน บริษัทที่เป็นเจ้าใหญ่ผู้คุมตลาด Robotaxi ให้บริการอยู่ตอนนี้ คือ บริษัท Waymo ซึ่งเจ้าของ คือ บริษัทแม่ของ Google โดย Waymo เริ่มให้บริการการเดินทางแบบไร้คนขับแก่ผู้โดยสารในซานฟราซิสโกเมื่อปีที่แล้วก่อนขยายการให้บริการไปยังฟีนิกซ์ ซึ่งในแรกเริ่มจะบริการฟรีให้เฉพาะผู้ที่ลงทะเบียนไว้จำนวน 50,000 คน ก่อนที่ในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้าจะเปลี่ยนไปให้ชำระเงินตามปกติ พื้นที่การให้บริการของ Waymo ครอบคลุมถึง 63 ตารางไมล์ในแอลเอ ตั้งแต่ซานตาโมนิก้าไปจนถึงตัวเมือง และอีกหนึ่งบริษัทยักษ์ใหญ่ที่เชี่ยวชาญด้านการผลิตยานพาหนะที่มีระบบขับขี่อัตโนมัติอย่าง Tesla ที่มีแพลนจะเปิดตัว Robotaxi เป็นของตัวเองในเดือนสิงหาคม 2567 นี้

ปัจจุบันนี้ได้มีบริษัทที่ให้บริการแท็กซี่ไร้คนขับเริ่มดำเนินการทดสอบหรือเปิดให้บริการกันมากขึ้นจากหลายประเทศทั่วโลก ได้แก่

  1. สหรัฐอเมริกา : บริษัทต่างๆ เช่น Waymo, Cruise และ Zoox ได้ทำการทดสอบและให้บริการ Robotaxi ในเมืองต่างๆ ทั่วสหรัฐอเมริกาอย่างฟีนิกซ์ ซานฟรานซิสโกและลาสเวกัส
  2. จีน : บริษัทต่างๆ เช่น Baidu, Didi Chuxing และ AutoX ได้ทำการทดสอบและให้บริการ Robotaxi ในเมืองต่างๆ อย่างปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ กวางโจวและอู่ฮั่น
  3. สิงค์โปร์ : เป็นศูนย์กลางในการทดสอบยานยนต์ไร้คนขับ โดยมีโครงการเกี่ยวกับยานยนต์อัตโนมัติ ชื่อว่า ‘Singapore Automous Vehicle Initiative (SAVI)’ และการทดลองที่ดำเนินการโดยบริษัท Aptiv และ Grab
  4. เยอรมนี : บริษัทต่างๆ เช่น Volkswagen, BMW และ Daimler ได้มีการพัฒนาเทคโนโลยีการขับขี่อัตโนมัติและทดสอบ Robotaxi บนถนนสาธารณะในเมืองต่างๆ อย่าง มิวนิกและสตุ๊ดการ์ท
  5. ญี่ปุ่น : บริษัทอย่าง Toyota และ Honda ได้ลงทุนในเทคโนโลยีการขับขี่แบบอัตโนมัติและมีการทดลองใช้ Robotaxi ในเมืองต่างๆ อย่างโตเกียวและโยโกฮาม่า
  6. เกาหลีใต้ : บริษัท Hyundai และ Samsung กำลังทำงานเกี่ยวกับเทคโนโลยีการขับขี่แบบอัตโนมัติและมีการทดลองใช้ Robotaxi ในเมืองต่างๆ อย่างโซลและเซจู

สถานการณ์ของ Robotaxi ในอนาคต

ในปี 2574 ตลาด Robotaxi คาดว่าจะเติบโตอย่างมีนัยสำคัญซึ่งได้รับแรงหนุนจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป และแนวโน้มเศรษฐกิจโลก ด้วยการแพร่กระจายของปัญญาประดิษฐ์  และระบบอัตโนมัติ แม้ว่าแท็กซี่ไร้คนขับจะดูเหมือนมีอนาคตสดใสแต่ก็มีอุปสรรคหลายประการที่ต้องได้รับการพิจารณาก่อนนำไปใช้อย่างแพร่หลายและการใช้งานอย่างเต็มรูปแบบ ประเด็นที่ต้องพิสูจน์ตัวเองให้ได้มีดังนี้

    1. ข้อกังวลด้านความปลอดภัย

ด้านความปลอดภัยของผู้โดยสาร คนเดินเท้าและผู้ใช้ถนนรายอื่นๆ ที่กังวลถึงการนำ Robotaxi มาใช้งาน แม้ว่าเทคโนโลยีการขับขี่แบบอัตโนมัติจะมีความก้าวหน้าอย่างมากแต่ก็มียังมีความท้าทายที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์การจราจรที่ซับซ้อน สภาพอากาศที่ไม่เอื้ออำนวยและการโต้ตอบกับผู้ขับขี่ที่ไม่สามารถเข้าถึงได้

    2.ข้อจำกัดทางด้านเทคโนโลยี

เทคโนโลยีการขับขี่อัตโนมัติยังคงเผชิญกับความท้าทายทางเทคนิคบางอย่างที่รวมไปถึงการปรับปรุงความแม่นยำและความน่าเชื่อถือของเซ็นเซอร์ การปรับปรุงอัลกอริธึมการตัดสินใจและการบรรลุประสิทธิภาพในสภาพแวดล้อมที่หลากหลาย

    3. การยอมรับจากสาธารณะ

การสร้างความไว้วางใจและการยอมรับของประชาชนถือเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อความสำเร็จในการนำ Robotaxi มาใช้งานอย่างเต็มรูปแบบ เนื่องจากยังมีหลายคนที่สงสัยหรือวิตกเกี่ยวกับควาปลอดภัยและความน่าเชื่อถือของยานพาหนะ

    4. ความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน

หากจะมีการใช้งาน Robotaxi อย่างจริงจัง อาจต้องมีการอัปเกรดโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญเพื่อรองรับการขับขี่อัตโนมัติ เช่น การปรับปรุงเครื่องหมายบนถนน สัญญาณไฟจราจรและเครือข่ายการสื่อสาร เป็นต้น

    5. ผลกระทบด้านจริยธรรมและสังคม

การใช้ Robotaxi ทำให้เกิดคำถามด้านจริยธรรมและผลกระทบทางสังคม ซึ่งรวมไปถึงประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการเลิกจ้างพนักงานขับรถ ความกังวลเกี่ยวกับความเป็นส่วนตัวที่เกี่ยวข้องกับการรวบรวมและการเฝ้าระวังข้อมูล และการเข้าถึงการขนส่งแบบอัตโนมัติอย่างเท่าเทียมในสังคม

และถึงแม้ในอนาคต Robotaxi จะได้รับความนิยมและพัฒนาไปมากขนาดไหนแต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ยังคงมีผู้คนบางกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยกับการให้หุ่นยนต์ขับขี่แทนมนุษย์จริงๆ อยู่เป็นจำนวนมาก หากอยากให้ผู้คนเข้าใจถึงประโยชน์และหันมาใช้งานยานพาหนะขับเคลื่อนอัตโนมัตินี้ ทางที่ดีที่สุด คือ บริษัทที่ให้การผลิตและบริการจะต้องจัดการกับอุปสรรคและข้อจำกัดของแท็กซี่ไร้คนขับนี้ให้ได้เสียก่อนนั่นเอง

ผู้เขียน: จินต์ศุจี มณฑิราลัยพร

ที่มา: 

https://www.infosysbpm.com/blogs/business-transformation/fully-automated-driving-and-the-rollout-of-robo-taxis.html#:~:text=People%20can%20call%20a%20taxi,the%20environment%20in%20real%2Dtime

https://en.wikipedia.org/wiki/Robotaxi 

https://finance.yahoo.com/news/global-robo-taxis-market-witness-080100557.html?guccounter=1&guce_referrer=aHR0cHM6Ly93d3cuZ29vZ2xlLmNvbS8&guce_referrer_sig=AQAAADKvd9JcIfo7qqj6tnAEOXp3OuJPbldwn6KUxK2iNsZfuXk1dr9wcFnJRQVvJ73ONJlDe45UzZ-AYW3fT8n6bHzy-EMl6v0mUzawYqfLGF3F_PNLYWhkBbsMSsT7K41vGb-iet0Yhkx0_0tI4niuFlVwabqfsSd5UKyNY-frWmii 

https://www.linkedin.com/pulse/robo-taxi-market-analysis-report-2024-market-dynamics-trend-tdt6e 

https://www.npr.org/2024/03/14/1238489046/waymo-robotaxi-los-angeles#:~:text=After%20more%20than%20a%20year,by%20Google’s%20parent%20company%20Alphabet

RECOMMEND

read more
26.01.2026 193

Gen Y เจเนอเรชันที่ต้องดูแลทุกอย่างจนไม่มีเวลาดูแลตัวเอง

คนแต่ละวัยดูแลสุขภาพไม่เหมือนกัน และความแตกต่างนี้กำลังสะท้อนอนาคตของธุรกิจสุขภาพไทย จากการสำรวจผู้บริโภค 1,200 คนทั่วประเทศ โดยบริษัท บารามีซี่ แล็บ ร่วมกับ IQQEW POLL พบว่า การดูแลสุขภาพเชิงรุก (Proactive Healthcare) ไม่ได้หมายถึงเพียงการหลีกเลี่ยงโรค แต่คือการใช้ชีวิตอย่างตระหนักรู้ในทุกมิติ ทั้งร่างกาย จิตใจ และพฤติกรรม เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาว และลดความเสี่ยงด้านสุขภาพในอนาคต บทความนี้สะท้อนภาพพฤติกรรม ทัศนคติ และความต้องการด้านสุขภาพของผู้บริโภค โดยเฉพาะกลุ่ม Gen Y อายุ 29-44 ปี เป็นกลุ่มที่มีจำนวนมากที่สุดในการสำรวจครั้งนี้ คิดเป็นจำนวน 49.17% เป็นกลุ่มที่สะท้อนภาพ “วันทำงานตัวจริง” อย่างชัดเจนที่สุด พวกเขาเป็นวัยที่ต้องดูแลงาน บ้าน ครอบครัว การเงิน และยังต้องรักษาสุขภาพของตัวเองไปพร้อมกัน ผลลัพธ์คือ…พวกเขามี แรงจูงใจจะดูแลสุขภาพสูง แต่ก็มี อุปสรรคหนักที่สุด เช่นกัน Gen Y: เจเนอเรชันที่ต้องดูแลทุกอย่างจนไม่มีเวลาดูแลตัวเอง — แต่กลับเป็นวัยที่สนใจเทคโนโลยีสุขภาพมากที่สุด Gen Y เป็นกลุ่มที่ “เหตุการณ์เจ็บป่วยของตัวเองหรือคนรอบตัว” มีผลกระทบมากที่สุด และในขณะเดียวกันก็ให้ความ […]

read more
26.01.2026 406

Gen Baby Boomer วัยที่มองสุขภาพเป็นเรื่อง “เร่งด่วน” ไม่ใช่แค่ “สำคัญ”

คนแต่ละวัยดูแลสุขภาพไม่เหมือนกัน และความแตกต่างนี้กำลังสะท้อนอนาคตของธุรกิจสุขภาพไทย จากการสำรวจผู้บริโภค 1,200 คนทั่วประเทศ โดยบริษัท บารามีซี่ แล็บ ร่วมกับ IQQEW POLL พบว่า การดูแลสุขภาพเชิงรุก (Proactive Healthcare) ไม่ได้หมายถึงเพียงการหลีกเลี่ยงโรค แต่คือการใช้ชีวิตอย่างตระหนักรู้ในทุกมิติ ทั้งร่างกาย จิตใจ และพฤติกรรม เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาว และลดความเสี่ยงด้านสุขภาพในอนาคต บทความนี้สะท้อนภาพพฤติกรรม ทัศนคติ และความต้องการด้านสุขภาพของผู้บริโภค โดยเฉพาะกลุ่ม Baby Boomer อายุ 60 ปีขึ้นไป คือกลุ่มผู้ตอบแบบสอบถาม จำนวน 5.42% ของทั้งหมด 1,200 คน Gen Baby Boomer (60+): วัยที่มองสุขภาพเป็นเรื่อง “เร่งด่วน” ไม่ใช่แค่ “สำคัญ” Gen Baby Boomer คือกลุ่มที่ให้คะแนนความสำคัญด้านสุขภาพสูงที่สุดในทุกช่วงวัย นี่คือวัยที่ ตระหนักแล้วว่า เวลาไม่ได้รอใคร และเหตุการณ์เจ็บป่วยของตัวเองหรือคนรอบข้างยิ่ง ตอกย้ำความจำเป็นในการดูแล แต่ในขณะที่ความจำเป็นเพิ่มขึ้น อุปสรรคก็ใหญ่ขึ้นตามไปด้วย ค่าใช้จ่ายคือกำแพงสูงที่สุด และแม้จะเชื่อในแพทย์มากที่สุด พวกเขาก็พบว่าเสียงจากครอบครัว เว็บไซต์สุขภาพ และโซเช […]

read more
26.01.2026 439

เจาะอินไซต์นักกินไทย 6 สายพันธุ์ | Future Food Trend 2026

นักกินไทยในวันนี้…ไม่ได้เป็นกลุ่มเดียวกันอีกต่อไปBaramizi Lab ได้ศึกษารายงาน Future Food Trend 2026 จากการวิจัยเชิงปริมาณทั่วประเทศกับกลุ่มตัวอย่างจำนวน 820 คน เพื่อทำความเข้าใจความคิด ค่านิยม และทัศนคติด้านการกินของคนไทยยุคใหม่อย่างลึกซึ้ง ผลการศึกษาพบว่า นักกินไทยสามารถจำแนกออกเป็น 6 สายพันธุ์ ซึ่งแต่ละกลุ่มมีความสนใจ ค่านิยม และมุมมองต่ออาหารที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน ดังนี้ 1. Comfort-Loyal Eaters นักกินสายผูกพัน ผู้ผ่อนคลายและมีความสุขจากความคุ้นเคย มีสัดส่วน 15.5% กลุ่มนี้มีความสุขกับ “ความรู้สึกขณะกิน” มากกว่าการคำนึงถึงสุขภาพหรือคุณค่าทางสังคม ชอบความคุ้นเคย ความมั่นใจในแบรนด์เดิม และความพึงพอใจที่คาดเดาได้ รู้จักตัวเองดีว่าชอบอะไร มองการกินเป็นทั้งความสุขส่วนตัวและกิจกรรมสังสรรค์ 📍กลุ่มนี้มีสัดส่วนโดดเด่นในสาวนักศึกษาและคนทำงานอิสระ หรือแม่บ้าน Gen X รายได้ไม่สูงมากนัก คนกรุงเทพฯ หรือคนเหนือ 2. Conscious Epicureans นักกินสายตระหนักรู้ ผู้พิถีพิถันทุกมิติ มีสัดส่วน 18.3% กลุ่มนี้คือ “นักกินผู้มีความพิถีพิถันใส่ใจ” ที่ตัดสินใจเลือกอาหารไม่เพียงแค่เพื่อลิ้มรส แต่เพื่อสอ […]

business trend 2026
read more
19.01.2026 544

BEYOND DISRUPTION เทรนด์ธุรกิจ 2026

รู้ก่อนนำคนอื่นไป “10 ก้าว”เทรนด์ขับเคลื่อนธุรกิจปี 2026 ที่ธุรกิจต้องเริ่มทำ ปี 2026 คือปีแห่ง “โอกาสธุรกิจ” สำหรับผู้ประกอบการเมื่อเทคโนโลยีใหม่ ความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป และนโยบายระดับภูมิภาค เริ่มบรรจบกันอย่างชัดเจน เพื่อให้ธุรกิจไม่ตกยุคและสร้างมูลค่าเหนือคู่แข่งเราได้รวบรวมเทรนด์โลกที่สำคัญ พร้อมแนวทางวัดผลตอบแทน (ROI) และกรอบการทำงานที่ช่วยสนับสนุนการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ 1. ปัญญาประดิษฐ์ตัวแทน (AI Agents) ปัญญาประดิษฐ์ไม่ได้อยู่แค่ในวงการด้านเทคโนโลยีอีกต่อไป มันกลายเป็นตัวขับเคลื่อนธุรกิจที่จับต้องได้ โดย Gartner คาดการณ์ว่า 40% ขององค์กรจะนำเอา AI Agent เข้ามาใช้ภายในปลายปี 2026 AI Agent ต่างจาก Generative AI ที่ดำเนินงานตามคำสั่ง AI Agent สามารถทำงานอิสระได้ ถูกออกแบบมาสำหรับภารกิจเฉพาะเจาะจง และเรียนรู้ได้ตามเวลาจริง​ กรณีศึกษา :Nextoria บริษัทที่ปรึกษาด้าน M&A จากลอนดอน ที่นำแพลตฟอร์ม AI ชื่อว่า Juma (ชื่อเดิม Team-GPT) เข้ามาใช้ในกระบวนการทำงาน สิ่งที่เกิดขึ้นคือ AI ช่วยลดความซับซ้อนในขั้นตอน Due Diligence ปรับปรุงความแม่นยำของโมเดลการเงิน และให้ข้อมูลสนับสนุน […]

read more
26.01.2026 83

Gen X กับมุมมองสุขภาพที่เปลี่ยนไป: อินไซต์จากคนวัยทำงานไทย

คนแต่ละวัยดูแลสุขภาพไม่เหมือนกัน และความแตกต่างนี้กำลังสะท้อนอนาคตของธุรกิจสุขภาพไทย จากการสำรวจผู้บริโภค 1,200 คนทั่วประเทศ โดยบริษัท บารามีซี่ แล็บ ร่วมกับ IQQEW POLL พบว่า การดูแลสุขภาพเชิงรุก (Proactive Healthcare) ไม่ได้หมายถึงเพียงการหลีกเลี่ยงโรค แต่คือการใช้ชีวิตอย่างตระหนักรู้ในทุกมิติ ทั้งร่างกาย จิตใจ และพฤติกรรม เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาว และลดความเสี่ยงด้านสุขภาพในอนาคต บทความนี้สะท้อนภาพพฤติกรรม ทัศนคติ และความต้องการด้านสุขภาพของผู้บริโภค โดยเฉพาะกลุ่ม Gen X อายุ 45–59 ปี คือกลุ่มผู้ตอบแบบสอบถาม จำนวน 225 คน หรือคิดเป็น 18.75% ของทั้งหมด 1,200 คน Gen X รู้ดีว่าเวลาของสุขภาพไม่รอใคร Gen X เป็นช่วงวัยที่เริ่มหันกลับมาดูแลตัวเองอย่างจริงจัง จากประสบการณ์เจ็บป่วยของตนเองหรือคนรอบตัว ทำให้สุขภาพกลายเป็นเรื่องที่ไม่สามารถผัดวันประกันพรุ่งได้อีกต่อไป ข้อมูลชี้ว่า Gen X มีแรงจูงใจในการดูแลสุขภาพสูง โดยเฉพาะจากประสบการณ์การเจ็บป่วย และให้ความสำคัญกับการตรวจสุขภาพตามคำแนะนำแพทย์ แต่ในขณะเดียวกัน ยังเผชิญข้อจำกัดด้านค่าใช้จ่ายและเวลา ส่งผลให้การดูแลสุขภาพอาจยังไม่ต่อเนื่องเท่าท […]

Subscription

เพื่อรับข้อมูลเกี่ยวกับความรู้เทรนด์และวิจัยต่อเนื่อง