Baramizi Lab logo

UPF: อาหารแปรรูปสูง ที่คุณคิดว่า “ดีต่อสุขภาพ” อาจไม่ใช่อย่างที่คิด

UPF: อาหารแปรรูปสูง ที่คุณคิดว่า “ดีต่อสุขภาพ” อาจไม่ใช่อย่างที่คิด

เฮลตี้? หรือแค่ภาพลวงตาของอุตสาหกรรมอาหาร

เช้า: ซีเรียลแท่งไฟเบอร์สูงในมือคุณ

กลางวัน: ข้าวกล่องคลีนแช่แข็ง

เย็น: โยเกิร์ต fat-free รสผลไม้

คุณอาจคิดว่ากำลังกินเพื่อสุขภาพ แต่จริง ๆ แล้ว… สิ่งเหล่านี้จำนวนมากคือ Ultra-Processed Foods (UPF) อาหารแปรรูปสูงที่ผ่านการแต่ง เติม ปรุง ปลอม จนแทบไม่เหลือร่องรอยธรรมชาติ

UPF คืออะไร ทำไมถึงอันตรายกว่าที่คิด? 

อาหารแปรรูประดับสูงคืออาหารที่ถูกผ่านกระบวนการผลิตหลายขั้นตอน จนแทบไม่เหลือร่องรอยของวัตถุดิบธรรมชาติดั้งเดิม จุดเด่นคือมีการเติมสารสังเคราะห์ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น สารกันเสีย สารแต่งกลิ่น สี สารเพิ่มความหวาน และสารปรุงแต่งรส เพื่อให้อาหารเก็บได้นาน ดูน่ากิน และถูกปากยิ่งขึ้น

ที่น่าตกใจคือ… หลายครั้งอาหารที่ถูกโฆษณาให้ดู “เฮลตี้” ก็ยังเข้าข่ายเป็น UPF เช่น

  • ซีเรียลไฟเบอร์สูงที่จริงแล้วใส่น้ำตาลหรือสารให้ความหวานแทน
  • ขนมปังโฮลวีตในถุง ที่มักใส่สารปรับสภาพแป้งและวัตถุเจือปนหลายชนิด
  • โยเกิร์ต fat-free รสผลไม้ ที่เต็มไปด้วยน้ำตาลและกลิ่นสังเคราะห์
  • นมอัลมอนด์หรือนมถั่วเหลืองแต่งรส ที่ผ่านการแต่งเติมจนแทบไม่เหลือคุณค่าจากถั่วจริง ๆ

อาหารเหล่านี้อาจมีฉลากบอกว่า “ดีต่อสุขภาพ” หรือ “อุดมด้วยวิตามิน” แต่คุณค่าที่แท้จริงมักถูกลดทอนลงอย่างมากจากการแปรรูปทำไม UPF ถึงน่ากังวล?

งานวิจัยจากหลายประเทศชี้ตรงกันว่า การบริโภค อาหารแปรรูปสูงหรือ UPF มากเกินไป เชื่อมโยงกับความเสี่ยงของโรคอ้วน เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ และแม้แต่ภาวะซึมเศร้า สิ่งที่ทำให้ UPF “อันตรายเงียบ” มีอยู่ 2 เรื่องหลัก ๆ

  1. กินง่าย กินเพลินเกินไป
    เพราะถูกออกแบบรสชาติให้ติดปาก เคี้ยวง่าย และให้ความรู้สึกอร่อยทันที ทำให้เรามักกินเกินกว่าที่ร่างกายต้องการ
  2. สารอาหารลดลง แต่พลังงานสูงขึ้น
    แม้บางชิ้นจะมีไฟเบอร์ วิตามินเสริม หรือโปรตีนเพิ่มเข้าไป แต่ก็ไม่สามารถทดแทนคุณค่าจากอาหารสดใหม่ตามธรรมชาติได้

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน บริษัท บารามีซี่ แล็บ และ IQQEW POLL ได้สำรวจผู้บริโภคจำนวน 800 คนทั่วประเทศ จึงสำรวจ พฤติกรรมการกินและความเข้าใจเรื่อง UPF ของผู้บริโภค รวมถึงวิธีการดูแลสุขภาพและแรงจูงใจในการเลือกอาหารของแต่ละกลุ่ม ข้อมูลนี้ช่วยให้ผู้ประกอบการและนักสื่อสารด้านสุขภาพ วางกลยุทธ์สื่อสารและออกแบบสินค้าได้ตรงกับความต้องการของผู้บริโภค

ความเข้าใจของผู้บริโภครู้จัก UPF แค่ไหน?

ผลการศึกษาสามารถแบ่งผู้บริโภคตาม ความรู้เรื่อง อาหารแปรรูปสูง หรือ Ultra-Processed Foods (UPF) ออกเป็น 3 กลุ่ม

  • 50.93% – Medium Knowledge (เข้าใจปานกลาง)
    สามารถแยกแยะ อาหารแปรรูปสูง (UPF) ได้บางส่วน แต่ยังสับสน โดยเฉพาะอาหารสุขภาพที่ “ดูดีแต่ไม่จริง” เช่น ซีเรียลบาร์หรือนมปรุงแต่ง
  • 36.80% – Low Knowledge (รู้ต่ำ)
    แม้กระทั่งอาหารพื้นฐานก็ยังสับสน เช่น คิดว่าข้าวสวยหรือนมพาสเจอร์ไรส์เป็น UPF
  • 12.27% – High Knowledge (เข้าใจสูง)
    สามารถแยกแยะอาหารแปรรูปสูง (UPF) ได้ชัดเจน มีความรู้เชิงลึกเรื่องโภชนาการ และมักเลือกอาหารสด อาหารธรรมชาติ หรืออาหารแปรรูปน้อย

Ultra-Processed Foods

เหตุผลหลักที่ผู้บริโภคเลือกกินอาหารสุขภาพหรือหลีกเลี่ยง UPF

ผู้บริโภคไม่ได้เลือกอาหารสุขภาพด้วยเหตุผลเดียวกัน แต่ละคนมีแรงจูงใจและเป้าหมายแตกต่างกัน การเข้าใจเหตุผลเหล่านี้ช่วยให้ผู้ประกอบการสื่อสารได้ตรงใจ

ultra-processed food

  1. 20.21% – อยากลดน้ำหนักหรือควบคุมน้ำหนัก
    หลายคนเริ่มสังเกตอาหารที่กิน เพราะต้องการควบคุมน้ำหนัก มักเลือกอาหารที่ดู “คลีน” หรือแคลอรีต่ำ และหลีกเลี่ยงอาหารแปรรูปที่มักเต็มไปด้วยน้ำตาลหรือไขมันซ่อนเร้น
  2. 51.8% – อยากมีสุขภาพดี / ป้องกันโรค
    กลุ่มนี้มุ่งหวังเรื่องสุขภาพระยะยาว เลือกอาหารสด อาหารธรรมชาติ และหลีกเลี่ยงอาหารแปรรูปสูง (UPF) เพื่อป้องกันโรคเรื้อรัง เช่น โรคหัวใจ ความดันสูง หรือเบาหวาน
  3. 13.62% – เคยมีปัญหาสุขภาพ จึงเริ่มใส่ใจ
    บางคนเริ่มสนใจอาหารสุขภาพหลังพบปัญหาสุขภาพ เช่น น้ำหนักเกิน หรือระดับน้ำตาลในเลือดสูง ทำให้ปรับพฤติกรรมการกินไปในทิศทางที่ดีขึ้น
  4. 11.38% – เพื่อควบคุมโรคประจำตัว
    ผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวานหรือความดันโลหิตสูง มักระมัดระวังอาหารที่กิน เลือกอาหารที่เหมาะสมกับโรค และหลีกเลี่ยงอาหารแปรรูปที่อาจกระทบสุขภาพ
  5. 2.99% – ตามเทรนด์ / กระแสในโซเชียล
    บางกลุ่มเลือกอาหารสุขภาพตามโซเชียลมีเดียหรือเทรนด์แฟชั่นอาหาร เช่น Plant-Based, Keto หรือ Low-Carb แม้บางครั้งยังไม่เข้าใจความหมายจริงของอาหารเหล่านั้น

ผู้บริโภคแต่ละคนมีวิธีเลือกอาหารเพื่อสุขภาพที่แตกต่างกันอย่างไร?

ในโลกของอาหารและสุขภาพ ผู้บริโภคไม่ได้มีพฤติกรรมเหมือนกัน การเข้าใจวิธีที่แต่ละกลุ่มเลือกอาหารจะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถสื่อสารและตอบสนองความต้องการได้อย่างตรงจุด

ultra-processed food

  1. 16.27% ของผู้บริโภคอยู่ในกลุ่ม Hedonic ซึ่งให้ความสำคัญกับรสชาติและความคุ้มค่าเป็นหลัก การเลือกอาหารของพวกเขาส่วนใหญ่ขึ้นอยู่กับความพึงพอใจทันทีหรือราคาที่เหมาะสม แทบไม่ค่อยสนใจฉลากสุขภาพหรือส่วนประกอบภายใน ผลลัพธ์นี้สะท้อนให้เห็นว่ากลุ่ม Hedonic มักไม่ได้คำนึงถึงเรื่องอาหารแปรรูปสูง (UPF) หรือความแปรรูปของอาหารมากนัก
  2. 55.6% ของผู้บริโภคอยู่ในกลุ่ม Health Conscious เบื้องต้น พวกเขาเริ่มใส่ใจสุขภาพและมักเลือกอาหารจากฉลากหรือคำโฆษณาที่สื่อว่า “ดีต่อสุขภาพ” แต่ยังไม่ได้ตรวจสอบรายละเอียดของส่วนประกอบหรือกระบวนการผลิต พฤติกรรมแบบนี้สะท้อนถึงความสนใจด้านสุขภาพในระดับทั่วไป
  3. 28.13% ของผู้บริโภคอยู่ในกลุ่ม Ingredient Mindful ซึ่งใส่ใจสุขภาพในเชิงลึก พวกเขาอ่านฉลากและส่วนประกอบอาหารอย่างละเอียด เลี่ยงวัตถุสังเคราะห์ และเลือกอาหารที่แปรรูปน้อย การตัดสินใจเลือกอาหารของพวกเขาเชื่อมโยงกับความรู้เรื่องอาหารแปรรูปสูง (UPF) และความเข้าใจเกี่ยวกับโภชนาการ

ผู้บริโภคไม่ได้มีพฤติกรรมเหมือนกันทั้งหมด ความแตกต่างเหล่านี้สะท้อนทั้งระดับความรู้ ความสนใจ และแรงจูงใจในการเลือกอาหาร

การทำความเข้าใจความแตกต่างนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับผู้ประกอบการอาหาร เพราะช่วยให้สามารถ ออกแบบการสื่อสารและเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างตรงจุด ทั้งในด้านเนื้อหา ช่องทาง และรูปแบบข้อความ ทำให้การสื่อสารด้านสุขภาพมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ultra-processed food

กลุ่ม Core Health Enthusiast – 22.99%
กลุ่มนี้ใส่ใจสุขภาพสูงสุด เลือกอาหารด้วยความรู้และความเข้าใจเชิงลึกเกี่ยวกับ Ultra-Processed Food (UPF) พวกเขาไม่เพียงสนใจรสชาติ แต่ยังพิจารณาวัตถุดิบและระดับการแปรรูปก่อนตัดสินใจบริโภค แรงจูงใจหลักคือการป้องกันโรคและการควบคุมสุขภาพโดยรวม สำหรับผู้ประกอบการ กลุ่มนี้เหมาะกับการสร้างความสัมพันธ์เชิงลึก เช่น การสื่อสารเรื่องคุณภาพวัตถุดิบ แหล่งที่มา หรือการสร้างโปรแกรมพิเศษที่ตอบโจทย์ผู้ใส่ใจสุขภาพจริงจัง

กลุ่ม Moderate Health Aware – 12.24%
กลุ่มนี้มีความรู้เรื่องอาหารและอาหารแปรรูปสูง (UPF) ในระดับปานกลางถึงสูง แต่บางครั้งยังถูกกำกับด้วยรสชาติ ความสะดวก หรือเทรนด์ ทำให้ใส่ใจสุขภาพได้บ้างแต่ยังสับสนเรื่องการเลือกอาหาร แรงจูงใจมักเกี่ยวข้องกับการป้องกันโรคหรือการควบคุมน้ำหนัก กลุ่มนี้เหมาะกับการสื่อสารแบบกระชับ เข้าใจง่าย ใช้ Social Media หรือ Influencer เพื่อสร้าง Awareness และเน้นข้อดีของอาหารที่ทั้งสะดวกและดีต่อสุขภาพ

กลุ่ม At-risk Misinterpreters – 60.95%
กลุ่มนี้มีความรู้เรื่องอาหารแปรรูปสูง (UPF) ต่ำ แม้บางครั้งสนใจสุขภาพ พวกเขามักเลือกอาหารตามฉลากสุขภาพหรือเทรนด์โดยไม่ตรวจสอบรายละเอียด ทำให้เสี่ยงต่อการเลือกอาหารที่ “คิดว่าเฮลตี้ แต่จริง ๆ อาจไม่ดีต่อสุขภาพ” การสื่อสารกับกลุ่มนี้ควรเริ่มจากข้อมูลพื้นฐาน ชัดเจน ว่าผลิตภัณฑ์ใดไม่เข้าข่าย UPF หรือมีการแปรรูปน้อย พร้อมใช้เครื่องมือสร้างความเชื่อมั่น เช่น การันตีคุณภาพ หรือรีวิวจากผู้เชี่ยวชาญ

กลุ่ม Passive Consumers – 3.81%
กลุ่มนี้ไม่ค่อยสนใจสุขภาพหรืออาหารแปรรูปสูง (UPF) การเลือกอาหารขึ้นอยู่กับรสชาติ ความสะดวก หรือความคุ้นเคย แรงจูงใจด้านสุขภาพแทบไม่มี กลยุทธ์สำหรับผู้ประกอบการจึงเน้นการสร้างความสนใจผ่านรสชาติ ความสะดวก และการตลาดทันสมัย พร้อมแนะนำข้อมูลสุขภาพแบบเบา ๆ เพื่อค่อย ๆ สร้าง Awareness ในระยะยาว

บทสรุปส่งท้าย

การเข้าใจและแบ่งกลุ่มผู้บริโภคตาม พฤติกรรม ความรู้ และแรงจูงใจ ช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถวางกลยุทธ์ได้ตรงจุด ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบสินค้า การสร้างคอนเทนต์ หรือโปรโมชั่น การสื่อสารที่ตรงกลุ่มช่วยลดความสับสนเรื่องอาหารสุขภาพ เพิ่ม Engagement และสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภคได้อย่างแท้จริง

สุดท้ายนี้ ในตลาดร้านอาหารที่ลูกค้ามีความหลากหลายมากขึ้น ร้านอาหารแบรนด์ที่ต้องการเติบโตและอยู่ได้นาน ต้องเลิกใช้กลยุทธ์แบบเดียวกับทุกคน การเข้าใจว่า “ใครคือลูกค้าของเรา” และ “แต่ละกลุ่มให้ความสำคัญกับอะไร” คือหัวใจสำคัญของการวางแผนที่ได้ผลจริง

กลยุทธ์ที่ดีไม่ได้หมายความแค่การลดราคา หรือจัดโปรโมชั่นทั่วไป แต่คือการให้สิ่งที่ลูกค้าแต่ละกลุ่มรู้สึกว่าคุ้มค่าและเหมาะกับความต้องการของเขาจริง ๆ ซึ่งจะช่วยสร้างความสัมพันธ์ที่ดีในระยะยาว และทำให้ร้านอาหารแบรนด์ของคุณแข็งแกร่งและแข่งขันได้อย่างมั่นคงในอนาคต

บทความโดย : โสรัจ คงคารัตน์ (Senior Brand and Innovation Researcher)


บทความอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

RECOMMEND

read more
26.01.2026 108

Gen Y เจเนอเรชันที่ต้องดูแลทุกอย่างจนไม่มีเวลาดูแลตัวเอง

คนแต่ละวัยดูแลสุขภาพไม่เหมือนกัน และความแตกต่างนี้กำลังสะท้อนอนาคตของธุรกิจสุขภาพไทย จากการสำรวจผู้บริโภค 1,200 คนทั่วประเทศ โดยบริษัท บารามีซี่ แล็บ ร่วมกับ IQQEW POLL พบว่า การดูแลสุขภาพเชิงรุก (Proactive Healthcare) ไม่ได้หมายถึงเพียงการหลีกเลี่ยงโรค แต่คือการใช้ชีวิตอย่างตระหนักรู้ในทุกมิติ ทั้งร่างกาย จิตใจ และพฤติกรรม เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาว และลดความเสี่ยงด้านสุขภาพในอนาคต บทความนี้สะท้อนภาพพฤติกรรม ทัศนคติ และความต้องการด้านสุขภาพของผู้บริโภค โดยเฉพาะกลุ่ม Gen Y อายุ 29-44 ปี เป็นกลุ่มที่มีจำนวนมากที่สุดในการสำรวจครั้งนี้ คิดเป็นจำนวน 49.17% เป็นกลุ่มที่สะท้อนภาพ “วันทำงานตัวจริง” อย่างชัดเจนที่สุด พวกเขาเป็นวัยที่ต้องดูแลงาน บ้าน ครอบครัว การเงิน และยังต้องรักษาสุขภาพของตัวเองไปพร้อมกัน ผลลัพธ์คือ…พวกเขามี แรงจูงใจจะดูแลสุขภาพสูง แต่ก็มี อุปสรรคหนักที่สุด เช่นกัน Gen Y: เจเนอเรชันที่ต้องดูแลทุกอย่างจนไม่มีเวลาดูแลตัวเอง — แต่กลับเป็นวัยที่สนใจเทคโนโลยีสุขภาพมากที่สุด Gen Y เป็นกลุ่มที่ “เหตุการณ์เจ็บป่วยของตัวเองหรือคนรอบตัว” มีผลกระทบมากที่สุด และในขณะเดียวกันก็ให้ความ […]

read more
26.01.2026 165

Gen Baby Boomer วัยที่มองสุขภาพเป็นเรื่อง “เร่งด่วน” ไม่ใช่แค่ “สำคัญ”

คนแต่ละวัยดูแลสุขภาพไม่เหมือนกัน และความแตกต่างนี้กำลังสะท้อนอนาคตของธุรกิจสุขภาพไทย จากการสำรวจผู้บริโภค 1,200 คนทั่วประเทศ โดยบริษัท บารามีซี่ แล็บ ร่วมกับ IQQEW POLL พบว่า การดูแลสุขภาพเชิงรุก (Proactive Healthcare) ไม่ได้หมายถึงเพียงการหลีกเลี่ยงโรค แต่คือการใช้ชีวิตอย่างตระหนักรู้ในทุกมิติ ทั้งร่างกาย จิตใจ และพฤติกรรม เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาว และลดความเสี่ยงด้านสุขภาพในอนาคต บทความนี้สะท้อนภาพพฤติกรรม ทัศนคติ และความต้องการด้านสุขภาพของผู้บริโภค โดยเฉพาะกลุ่ม Baby Boomer อายุ 60 ปีขึ้นไป คือกลุ่มผู้ตอบแบบสอบถาม จำนวน 5.42% ของทั้งหมด 1,200 คน Gen Baby Boomer (60+): วัยที่มองสุขภาพเป็นเรื่อง “เร่งด่วน” ไม่ใช่แค่ “สำคัญ” Gen Baby Boomer คือกลุ่มที่ให้คะแนนความสำคัญด้านสุขภาพสูงที่สุดในทุกช่วงวัย นี่คือวัยที่ ตระหนักแล้วว่า เวลาไม่ได้รอใคร และเหตุการณ์เจ็บป่วยของตัวเองหรือคนรอบข้างยิ่ง ตอกย้ำความจำเป็นในการดูแล แต่ในขณะที่ความจำเป็นเพิ่มขึ้น อุปสรรคก็ใหญ่ขึ้นตามไปด้วย ค่าใช้จ่ายคือกำแพงสูงที่สุด และแม้จะเชื่อในแพทย์มากที่สุด พวกเขาก็พบว่าเสียงจากครอบครัว เว็บไซต์สุขภาพ และโซเช […]

read more
26.01.2026 405

เจาะอินไซต์นักกินไทย 6 สายพันธุ์ | Future Food Trend 2026

นักกินไทยในวันนี้…ไม่ได้เป็นกลุ่มเดียวกันอีกต่อไปBaramizi Lab ได้ศึกษารายงาน Future Food Trend 2026 จากการวิจัยเชิงปริมาณทั่วประเทศกับกลุ่มตัวอย่างจำนวน 820 คน เพื่อทำความเข้าใจความคิด ค่านิยม และทัศนคติด้านการกินของคนไทยยุคใหม่อย่างลึกซึ้ง ผลการศึกษาพบว่า นักกินไทยสามารถจำแนกออกเป็น 6 สายพันธุ์ ซึ่งแต่ละกลุ่มมีความสนใจ ค่านิยม และมุมมองต่ออาหารที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน ดังนี้ 1. Comfort-Loyal Eaters นักกินสายผูกพัน ผู้ผ่อนคลายและมีความสุขจากความคุ้นเคย มีสัดส่วน 15.5% กลุ่มนี้มีความสุขกับ “ความรู้สึกขณะกิน” มากกว่าการคำนึงถึงสุขภาพหรือคุณค่าทางสังคม ชอบความคุ้นเคย ความมั่นใจในแบรนด์เดิม และความพึงพอใจที่คาดเดาได้ รู้จักตัวเองดีว่าชอบอะไร มองการกินเป็นทั้งความสุขส่วนตัวและกิจกรรมสังสรรค์ 📍กลุ่มนี้มีสัดส่วนโดดเด่นในสาวนักศึกษาและคนทำงานอิสระ หรือแม่บ้าน Gen X รายได้ไม่สูงมากนัก คนกรุงเทพฯ หรือคนเหนือ 2. Conscious Epicureans นักกินสายตระหนักรู้ ผู้พิถีพิถันทุกมิติ มีสัดส่วน 18.3% กลุ่มนี้คือ “นักกินผู้มีความพิถีพิถันใส่ใจ” ที่ตัดสินใจเลือกอาหารไม่เพียงแค่เพื่อลิ้มรส แต่เพื่อสอ […]

business trend 2026
read more
19.01.2026 509

BEYOND DISRUPTION เทรนด์ธุรกิจ 2026

รู้ก่อนนำคนอื่นไป “10 ก้าว”เทรนด์ขับเคลื่อนธุรกิจปี 2026 ที่ธุรกิจต้องเริ่มทำ ปี 2026 คือปีแห่ง “โอกาสธุรกิจ” สำหรับผู้ประกอบการเมื่อเทคโนโลยีใหม่ ความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป และนโยบายระดับภูมิภาค เริ่มบรรจบกันอย่างชัดเจน เพื่อให้ธุรกิจไม่ตกยุคและสร้างมูลค่าเหนือคู่แข่งเราได้รวบรวมเทรนด์โลกที่สำคัญ พร้อมแนวทางวัดผลตอบแทน (ROI) และกรอบการทำงานที่ช่วยสนับสนุนการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ 1. ปัญญาประดิษฐ์ตัวแทน (AI Agents) ปัญญาประดิษฐ์ไม่ได้อยู่แค่ในวงการด้านเทคโนโลยีอีกต่อไป มันกลายเป็นตัวขับเคลื่อนธุรกิจที่จับต้องได้ โดย Gartner คาดการณ์ว่า 40% ขององค์กรจะนำเอา AI Agent เข้ามาใช้ภายในปลายปี 2026 AI Agent ต่างจาก Generative AI ที่ดำเนินงานตามคำสั่ง AI Agent สามารถทำงานอิสระได้ ถูกออกแบบมาสำหรับภารกิจเฉพาะเจาะจง และเรียนรู้ได้ตามเวลาจริง​ กรณีศึกษา :Nextoria บริษัทที่ปรึกษาด้าน M&A จากลอนดอน ที่นำแพลตฟอร์ม AI ชื่อว่า Juma (ชื่อเดิม Team-GPT) เข้ามาใช้ในกระบวนการทำงาน สิ่งที่เกิดขึ้นคือ AI ช่วยลดความซับซ้อนในขั้นตอน Due Diligence ปรับปรุงความแม่นยำของโมเดลการเงิน และให้ข้อมูลสนับสนุน […]

read more
26.01.2026 71

Gen X กับมุมมองสุขภาพที่เปลี่ยนไป: อินไซต์จากคนวัยทำงานไทย

คนแต่ละวัยดูแลสุขภาพไม่เหมือนกัน และความแตกต่างนี้กำลังสะท้อนอนาคตของธุรกิจสุขภาพไทย จากการสำรวจผู้บริโภค 1,200 คนทั่วประเทศ โดยบริษัท บารามีซี่ แล็บ ร่วมกับ IQQEW POLL พบว่า การดูแลสุขภาพเชิงรุก (Proactive Healthcare) ไม่ได้หมายถึงเพียงการหลีกเลี่ยงโรค แต่คือการใช้ชีวิตอย่างตระหนักรู้ในทุกมิติ ทั้งร่างกาย จิตใจ และพฤติกรรม เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาว และลดความเสี่ยงด้านสุขภาพในอนาคต บทความนี้สะท้อนภาพพฤติกรรม ทัศนคติ และความต้องการด้านสุขภาพของผู้บริโภค โดยเฉพาะกลุ่ม Gen X อายุ 45–59 ปี คือกลุ่มผู้ตอบแบบสอบถาม จำนวน 225 คน หรือคิดเป็น 18.75% ของทั้งหมด 1,200 คน Gen X รู้ดีว่าเวลาของสุขภาพไม่รอใคร Gen X เป็นช่วงวัยที่เริ่มหันกลับมาดูแลตัวเองอย่างจริงจัง จากประสบการณ์เจ็บป่วยของตนเองหรือคนรอบตัว ทำให้สุขภาพกลายเป็นเรื่องที่ไม่สามารถผัดวันประกันพรุ่งได้อีกต่อไป ข้อมูลชี้ว่า Gen X มีแรงจูงใจในการดูแลสุขภาพสูง โดยเฉพาะจากประสบการณ์การเจ็บป่วย และให้ความสำคัญกับการตรวจสุขภาพตามคำแนะนำแพทย์ แต่ในขณะเดียวกัน ยังเผชิญข้อจำกัดด้านค่าใช้จ่ายและเวลา ส่งผลให้การดูแลสุขภาพอาจยังไม่ต่อเนื่องเท่าท […]

Subscription

เพื่อรับข้อมูลเกี่ยวกับความรู้เทรนด์และวิจัยต่อเนื่อง