Baramizi Lab logo

การวิจัยเพื่อพัฒนาธุรกิจที่ถูกต้องเป็นอย่างไร? ตีแผ่วิธีการ…การวิจัยเพื่อพัฒนาธุรกิจ

Kullanıcılar hızlı işlem bettilt yapmak istediklerinde bağlantısına yöneliyor.

Bahis dünyasında dürüstlük, şeffaflık ve güven prensipleriyle bahsegel giriş hareket eden, her oyuncusuna eşit koşullarda oyun deneyimi yaşatır.

2026 sürümünde yenilikçi kampanyalar sunacak olan bettilt bekleniyor.

Hızlı işlem isteyen kullanıcılar pinco ile avantajlı erişim sağlıyor.

Promosyon avcıları için bettilt giriş kampanyaları büyük bir fırsat sunuyor.

การวิจัยเพื่อพัฒนาธุรกิจที่ถูกต้องเป็นอย่างไร? ตีแผ่วิธีการ…การวิจัยเพื่อพัฒนาธุรกิจ

การวิจัยเพื่อพัฒนาธุรกิจต้องไม่จำกัดวิธีการ วิจัยเชิงคุณภาพ วิจัยเชิงปริมาณ วิจัยตลาด วิจัยเพื่อการออกแบบ ยึดโจทย์ทางธุรกิจเป็นที่ตั้งที่สำคัญแล้วจะใช้กระบวนการใดหรือจะผสมผสานอย่างไรก็ได้ให้มุ่งเป้าคำตอบได้สูงสุด

สวัสดีค่ะ เพื่อนๆ ผู้ประกอบการ นักสร้างแบรนด์ นักออกแบบ หรือนักพัฒนานวัตกรรมใหม่ ทุกท่านเคยมีความลังเล สงสัย ไม่แน่ใจ หรืองงงวยกับผลลัพธ์ทางการตลาดที่เกิดขึ้นตลอดเส้นทางการเดินหน้าในธุรกิจของคุณบ้างมั้ยคะ… นับไม่ถ้วนเลยใช่มั้ย การเผชิญกับโจทย์ที่สับสนงุนงงทางธุรกิจใครๆ ก็เป็นกันค่ะ แม้แต่ตัวดิฉันและทีมงานที่ทำธุรกิจในฐานะเป็นบริษัทวิจัยและที่ปรึกษาก็เจอกับมันอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ลูกค้าจะชอบผลงานที่เราเสนอมั้ย ลูกค้าจะหาเราเจอ ได้ยังไง ทำไมสิ่งนี้ที่เราคิดว่าดีแต่ปล่อยไปทำไมถึงแป้ก งานนวัตกรรมนี้ เหมาะแก่การลงทุนหรือไม่ ทำยังไงให้ลูกค้า Loyalty กับเรา แต่ด้วยธุรกิจของ Baramizi Lab มีลักษณะเป็น B2B (Business to Business) และเป็นลักษณะของการให้บริการที่ใกล้ชิด ได้พูดคุย ได้รับฟัง และสำรวจความคิดเห็นของผู้ร่วมงานด้วยกันตลอด หลายครั้งก็ถามกันได้ตรงๆ ทำให้ความสับสนงุนงงของธุรกิจ Baramizi Lab นั้นยังสามารถหาวิธีคลายข้อสงสัยได้ง่ายและรวดเร็ว แต่กับผู้ประกอบการและเจ้าของแบรนด์ในอีกหลายธุรกิจไม่ได้เป็นอย่างนั้น ในธุรกิจที่เป็น B2C (Business to Consumer) ที่ลูกค้ามีจำนวนมากรายและแต่ละรายมีปฏิสัมพันธ์กับแบรนด์ไม่มาก หรือต่อให้เป็นธุรกิจบริการ ถ้าองค์กรใหญ่ขึ้นมาหน่อยก็ไม่มีทางที่ผู้บริหารหรือเจ้าของแบรนด์จะสัมผัสถึงความรู้สึกนึกคิดของลูกค้าได้ตรงๆ เช่นเดียวกับธุรกิจ B2B (Business to Business) ที่มีลูกค้าจำนวนมากรายขึ้นมาหรือรูปแบบการให้บริการไม่ได้สัมผัสใกล้ชิดลูกค้าจนสามารถเข้าใจที่อยู่เบื้องลึกในใจจริงๆ ของลูกค้าได้ สิ่งนั้นทำให้การตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ต่างๆ นั้น อาจล้มเหลวหรือผิดพลาดได้ เพราะเราขาด “ข้อมูล” ที่ช่วยในการตัดสินใจ

ท่ามกลางโจทย์ที่หลากหลายของธุรกิจที่หลากหลาย Baramizi Lab ในฐานะที่ปรึกษาในด้านการวิจัยเพื่อพัฒนาธุรกิจได้ปฏิบัติและสร้างผลงานทางการวิจัยเพื่อตอบแต่ละโจทย์ของธุรกิจใหญ่น้อยตลอดเส้นทางการเดินทางของพวกเรา ถ้าถามว่า “วิธีการวิจัยแบบไหนคือดีที่สุดสำหรับตอบปัญหาทางธุรกิจ?” จากประสบการณ์การทำงานย่างเข้าขวบปีที่ 13 บอกได้เลยว่า เราต้องไม่มีข้อจำกัดในการเลือกใช้เครื่องมือหรือวิธีจะเป็นการดีที่สุดค่ะ การที่เราสามารถรู้จักวิธีใช้ที่ได้จากทุกเครื่องมือรู้ให้มากพอว่าเครื่องมือเหล่านี้จะให้ผลลัพธ์ออกมาหน้าตาอย่างไร? มี Character อย่างไร? และมีข้อจำกัดอะไรจะทำให้เราต่อกรกับทุกโจทย์ที่ท้าทายของธุรกิจได้

 

เครื่องมือและกระบวนการวิจัยมีด้วยกันหลายตัวค่ะ ถ้าจะแบ่งกว้างๆ แบบที่ Baramizi Lab มักจะวางเป็นอาวุธพร้อมใช้ เราแบ่งเป็น 4 กลุ่มด้วยกัน

  1. วิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research)
  2. วิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research)

2 ประเภทนี้เชื่อว่าเพื่อนๆ ในแวดวงธุรกิจ และการตลาดได้ยินกันบ่อยก็เป็น 2 วิธีการที่ยันพื้นจริงๆ แต่นอกจาก 2 วิธีการนี้ในยุค 4.0 ยังมีอีก 2 วิธีที่เข้ามาเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจและเริ่มเข้ามามีบทบาทบ้าง คือ

  1. เครื่องมือ Social Listening ซึ่งทำหน้าที่กวาด ความคิดเห็นในสังคมออนไลน์ ทำให้สามารถเห็นทิศทางและปริมาณของ Insight บางอย่างได้
  2. Online Poll คล้ายๆ กับการเก็บแบบสอบถามออนไลน์ แต่มาในรูปแบบของชุดคำถามสั้นๆ ถามกับกลุ่มคนที่เป็นสมาชิกที่มีการฝาก Profile ไว้แล้ว

“4 เครื่องมือในการทำวิจัยนี้ช่วยตอบโจทย์ในแต่ละวาระและโอกาสของโจทย์ทางธุรกิจในยุคนี้ได้ค่อนข้างลงตัวค่ะ ซึ่งในแต่ละโจทย์จะไม่ได้ใช้ครบทั้ง 4 เครื่องมือ ขึ้นอยู่กับหัวเรื่องที่ต้องการวิจัย”

 

รูปแบบการวิจัยและตัวอย่างผลลัพธ์ที่ได้จากงานวิจัย

  1. การวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) – ในโจทย์ทางธุรกิจที่ส่วนใหญ่มุ่งเน้นการเข้าใจ Insight กระบวนการวิจัยเชิงคุณภาพนั้นมุ่งเน้นการคุยอย่างมีคุณภาพเพื่อเจาะเข้าไปถึงประเด็นที่อยู่ลึกจริงๆ ได้คำตอบระดับ Unmet Need (ความต้องการที่ซ่อนเร้น) และใช้จำนวนไม่มาก การประมวลผลก็ใช้เวลาน้อยที่สุดไปด้วย วิจัยเชิงคุณภาพจึงถูกใช้บ่อยที่สุดในการค้นคว้าโจทย์ทางธุรกิจ แต่ข้อจำกัดคือ ไม่สามารถให้มุมมองเชิงขนาดของความต้องการได้ กรณีต้องการตัวเลขประกอบการตัดสินใจอย่างมั่นใจ กระบวนการเชิงคุณภาพจะยังไม่เพียงพอ ระยะเวลาต่อโครงการประมาณ 1.5-2 เดือนขึ้นอยู่กับจำนวนตัวอย่าง

[คลิกรับฟัง การค้นหา Unmet Need]

ตัวอย่างผลลัพธ์การวิจัยเชิงคุณภาพ

FutureLabResearchOutcomeNeed Laddering

 

  1. วิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) – คุณสมบัติสำคัญของกระบวนการนี้คือการสามารถอ่าน Insight ได้ในเชิงภาพรวมของตลาดและที่สำคัญคือสามารถเห็นสัดส่วนของความต้องการและ Insight แต่ละส่วนได้จึงช่วยประกอบการตัดสินใจได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ข้อจำกัดคือใช้เวลาและงบประมาณค่อนข้างสูงเนื่องจากต้องใช้ทีมทำงานในระบบจำนวนมากกว่าโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อสินค้าหรือบริการไม่ใช่สินค้าอุปโภคบริโภคทั่วไปไม่ใช่ว่าทุกคนจะเป็นลูกค้า ยกตัวอย่างเช่น ครั้งหนึ่ง Baramizi Lab เคยรับโจทย์ศึกษาเกี่ยวกับแบรนด์ข้าว พบว่าใน 10 คนจึงจะพบคนที่เป็นผู้ที่ทำหน้าที่ซื้อข้าวสารถุง 5 กก.ด้วยตัวเอง 1 คน แล้วพอขยับเป็นคนซื้อบ้านเดี่ยวระดับราค 20 ล้านบาท หรือรถยนต์คันละ 5 ล้านบาท ก็จะยิ่งทำให้งบประมาณในการได้มาต่อกลุ่มเป้าหมายสูงขึ้น เวลาและงบประมาณจีงนับเป็นข้อจำกัดสำคัญของกระบวนการนี้ ระยะเวลาต่อโครงการประมาณ 3-4 เดือน

 [คลิกเพื่อรับฟังการวิจัยทั้ง 2 ประเภทแตกต่างกันอย่างไรได้ที่ Future Research Podcast].

 

ตัวอย่างผลลัพธ์การวิจัยเชิงปริมาณ

FutureLabResearchOutcome_TheDayAfterCrisis_การวิจัยเชิงปริมาณ

 

  1. การใช้ข้อมูลจาก Social Listening – เป็นการใช้เครื่องมือ Social Listening Tools ในการกวาดข้อมูลจากสังคมออนไลน์และทำการวิเคราะห์จัดกลุ่มหาความเชื่อมโยงของเรื่องราวที่เกิดขึ้นในโลกออนไลน์และประเมินแนวโน้มต่างๆ วิธีการนี้เลือกใช้ในโจทย์ที่ต้องการหาแนวโน้มบางอย่าง เช่น แนวโน้มของเรื่องราวการท่องเที่ยวที่ได้รับความสนใจ เรื่องราวการท่องเที่ยวของจังหวัดต่างๆ ตลอดจนชื่อเสียงของแบรนด์ในโลกออนไลน์ เป็นต้น การเลือกใช้กระบวนการนี้ส่วนใหญ่จะเลือกใช้ประกอบกับวิธีการอื่นๆ เนื่องจากเสียงต่างๆ ในออนไลน์ยังไม่อาจแทนค่าเสียงทั้งหมดจริงๆ ได้ แต่ความน่าสนใจคือสามารถให้ทิศทางในขั้นต้นเพื่อเปิดช่องทางในการศึกษาเชิงลึกต่อไป ข้อดีของ Social Listening คือ ใช้ระยะเวลาและงบประมาณในการได้มาซึ่งข้อมูลต่ำกว่า เหมาะกับโจทย์ที่ต้องการข้อมูลสดใหม่ หาไอเดียแบบเร็วๆ นำไปต่อยอดความคิดสร้างสรรค์ได้เลยโดยความเสี่ยงไม่สูง เช่น ไอเดียเพื่อสร้างเรื่องราวการโฆษณา เป็นต้น ระยะเวลาต่อโครงการอยู่ที่ประมาณ 1 เดือน

ตัวอย่างผลลัพธ์การวิจัยโดยใช้ข้อมูล Social Listening

 สำหรับท่านใดต้องการข้อมูลเพิ่มเติมสามารถดาวน์โหลดอ่านได้ที่ เว็บไซต์ของศูนย์วิจัยด้านตลาดการท่องเที่ยว:(หัวข้อบทวิเคราะห์และงานวิจัย > งานวิจัย ททท. ที่เกี่ยวข้อง) ข้อมูลวิจัยการนำเสนอคุณค่าและเรื่องราวของแหล่งท่องเที่ยวจากสื่อสังคมออนไลน์ (Social Listening) โดยข้อมูลนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการศึกษาแนวทางสร้างสรรค์เรื่องราวเพื่อเพิ่มประสบการณ์การท่องเที่ยวสำหรับนักท่องเที่ยวชาวไทย

BaramiziLab-SocialListening_การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

BaramiziLab-SocialListening_การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

BaramiziLab-SocialListening_การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

BaramiziLab-SocialListening_การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

 

  1. เครื่องมือ Online Poll – เป็นกระบวนการเก็บข้อมูลในยุคใหม่ที่ใช้หลักการเหมือนการเก็บข้อมูลเชิงปริมาณคือใช้เป็นแบบสอบถาม แต่ทั้งหมดอยู่ในรูปแบบของออนไลน์ ซึ่งผู้ร่วมตอบแบบสอบถามจะเป็นกลุ่มสมาชิกที่มีตัวตนจริงในโลกออนไลน์แบ่งสัดส่วนตามช่วงวัยและภูมิภาคที่อยู่อาศัย ซึ่งเมื่อเป็นรูปแบบนี้คุณลักษณะสำคัญจึงเป็นเรื่องของความรวดเร็วและสามารถครอบคลุมพื้นที่การเก็บสำรวจได้ทุกภูมิภาคโดยได้ผลคำตอบในระยะเวลาไม่เกิน 1 เดือนในงบประมาณที่ไม่สูงมาก และยังสามารถเก็บสำรวจได้เรื่อยๆ ในทุกๆ เดือนอีกด้วย อย่างไรก็ตามข้อจำกัดของกระบวนการนี้คือ เหมาะกับโจทย์กว้างๆ ที่กลุ่มเป้าหมายเป็นประชาชนคนทั่วไปที่ระดับรายได้ปานกลาง ไม่เหมาะกับธุรกิจประเภท B2B หรือสินค้าที่เฉพาะเจาะจง ตัวอย่างโจทย์ที่เหมาะสม เช่น การสอบถามความคิดเห็นที่มีต่อแบรนด์ การทดสอบไอเดียแคมเปญ หรือการวัดผลการ Launch แคมเปญต่างๆ ที่สื่อสารออกไป

 

ตัวอย่างผลลัพธ์การวิจัยโดยใช้ข้อมูล Online Poll

FutureLabResearchOutcomeTheDayAfterCrisis-OnlinePoll

 

เมื่อมีอาวุธพร้อมมือก็ทำให้ทุกโจทย์ทางธุรกิจสามารถต่อกรได้อย่างไม่เกินเอื้อม ที่เหลือคือการท้าทายไปกันต่อกับเนื้อหาคำถามและเครื่องมือในการล้วงลึกเจาะใจลงไปในห้วงลึกจิตใจของว่าที่ลูกค้ากันค่ะ ยังมีวิธีการและเรื่องราวเทคนิคสนุกๆ ในการเก็บข้อมูลแต่ละแบบอีกมาก นี่เป็นเพียงประตูขั้นแรกที่เป็นการเลือกกระบวนการ ความสามารถที่แท้จริงที่จะทำให้การวิจัยประสบความสำเร็จจะอยู่หลังจากนี้ไปค่ะ โดยยิ่งโจทย์ทางธุรกิจมีความชัดเจนมากเท่าไหร่ ทีมวิจัยก็จะสามารถยึดมั่นในโจทย์และออกแบบคำถามและเครื่องมือทางการวิจัยที่เหมาะสมและเจาะลึกได้ซึ่งเราจะมาแบ่งปันแลกเปลี่ยนกันในบทความครั้งต่อๆ ไปกันค่ะ

 

#FutureLabResearch #ResearchforBusiness #BaramiziLab #ศูนย์วิจัยเทรนด์และคอนเซปต์แห่งอนาคต

 

RECOMMEND

wellness Sleep Tourism
read more
18.02.2026 276

Sleep Tourism เมื่อการนอนคือการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดของมนุษย์ยุคใหม่

เมื่อ “การนอนหลับ” กลายเป็น New Luxury สินค้าที่แพงที่สุดในยุค Burnout  Future Wellness: Sleep Economy กำลังเปลี่ยนนิยามของการพักผ่อน เรากำลังเข้าสู่ยุคที่นิยามของ “การพักผ่อน” เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง จากข้อมูลของ Global Wellness Institute เศรษฐกิจ Wellness ทั่วโลกกำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง และหนึ่งใน Sub-sector ที่น่าจับตามองที่สุดคือ Sleep Economy อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับ “คุณภาพการนอน” โดยตรง คำถามสำคัญคือ ทำไมเรื่อง “นอน” ถึงกลายเป็นเรื่องใหญ่ระดับโลก? The Insight: วิกฤตการนอนของคนเมือง เมื่อชีวิตรวนจนร่างกายตามไม่ทัน ปัญหาไม่ใช่แค่ “นอนน้อย” แต่คือภาวะ Social Jetlag  เวลาชีวิตรวนจากการทำงานข้ามเวลา เสพสื่อก่อนนอน และใช้ชีวิตสวนทางกับนาฬิกาชีวภาพ คนยุคปัจจุบันจึงไม่ได้แค่ “ง่วง” แต่กำลังโหยหา Deep Rest การพักผ่อนที่ฟื้นฟูระบบประสาทจริงๆ การนอนเฉยๆ อยู่บ้าน อาจไม่เพียงพออีกต่อไป นี่จึงเป็นที่มาของเทรนด์ Sleep Tourism การท่องเที่ยวที่เปลี่ยนจาก “Check-in รัวๆ” เป็น “Check-out จากโลกภายนอก” Strategic Shift: เมื่อโรงแรมไม่ได้ขายเตียง แต่ขายการ Hack สมองให้หลับ สำหรับธุรกิจในกลุ่ม Welln […]

read more
26.01.2026 805

Gen Y เจเนอเรชันที่ต้องดูแลทุกอย่างจนไม่มีเวลาดูแลตัวเอง

คนแต่ละวัยดูแลสุขภาพไม่เหมือนกัน และความแตกต่างนี้กำลังสะท้อนอนาคตของธุรกิจสุขภาพไทย จากการสำรวจผู้บริโภค 1,200 คนทั่วประเทศ โดยบริษัท บารามีซี่ แล็บ ร่วมกับ IQQEW POLL พบว่า การดูแลสุขภาพเชิงรุก (Proactive Healthcare) ไม่ได้หมายถึงเพียงการหลีกเลี่ยงโรค แต่คือการใช้ชีวิตอย่างตระหนักรู้ในทุกมิติ ทั้งร่างกาย จิตใจ และพฤติกรรม เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาว และลดความเสี่ยงด้านสุขภาพในอนาคต บทความนี้สะท้อนภาพพฤติกรรม ทัศนคติ และความต้องการด้านสุขภาพของผู้บริโภค โดยเฉพาะกลุ่ม Gen Y อายุ 29-44 ปี เป็นกลุ่มที่มีจำนวนมากที่สุดในการสำรวจครั้งนี้ คิดเป็นจำนวน 49.17% เป็นกลุ่มที่สะท้อนภาพ “วันทำงานตัวจริง” อย่างชัดเจนที่สุด พวกเขาเป็นวัยที่ต้องดูแลงาน บ้าน ครอบครัว การเงิน และยังต้องรักษาสุขภาพของตัวเองไปพร้อมกัน ผลลัพธ์คือ…พวกเขามี แรงจูงใจจะดูแลสุขภาพสูง แต่ก็มี อุปสรรคหนักที่สุด เช่นกัน Gen Y: เจเนอเรชันที่ต้องดูแลทุกอย่างจนไม่มีเวลาดูแลตัวเอง — แต่กลับเป็นวัยที่สนใจเทคโนโลยีสุขภาพมากที่สุด Gen Y เป็นกลุ่มที่ “เหตุการณ์เจ็บป่วยของตัวเองหรือคนรอบตัว” มีผลกระทบมากที่สุด และในขณะเดียวกันก็ให้ความ […]

read more
26.01.2026 640

Gen Baby Boomer วัยที่มองสุขภาพเป็นเรื่อง “เร่งด่วน” ไม่ใช่แค่ “สำคัญ”

คนแต่ละวัยดูแลสุขภาพไม่เหมือนกัน และความแตกต่างนี้กำลังสะท้อนอนาคตของธุรกิจสุขภาพไทย จากการสำรวจผู้บริโภค 1,200 คนทั่วประเทศ โดยบริษัท บารามีซี่ แล็บ ร่วมกับ IQQEW POLL พบว่า การดูแลสุขภาพเชิงรุก (Proactive Healthcare) ไม่ได้หมายถึงเพียงการหลีกเลี่ยงโรค แต่คือการใช้ชีวิตอย่างตระหนักรู้ในทุกมิติ ทั้งร่างกาย จิตใจ และพฤติกรรม เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาว และลดความเสี่ยงด้านสุขภาพในอนาคต บทความนี้สะท้อนภาพพฤติกรรม ทัศนคติ และความต้องการด้านสุขภาพของผู้บริโภค โดยเฉพาะกลุ่ม Baby Boomer อายุ 60 ปีขึ้นไป คือกลุ่มผู้ตอบแบบสอบถาม จำนวน 5.42% ของทั้งหมด 1,200 คน Gen Baby Boomer (60+): วัยที่มองสุขภาพเป็นเรื่อง “เร่งด่วน” ไม่ใช่แค่ “สำคัญ” Gen Baby Boomer คือกลุ่มที่ให้คะแนนความสำคัญด้านสุขภาพสูงที่สุดในทุกช่วงวัย นี่คือวัยที่ ตระหนักแล้วว่า เวลาไม่ได้รอใคร และเหตุการณ์เจ็บป่วยของตัวเองหรือคนรอบข้างยิ่ง ตอกย้ำความจำเป็นในการดูแล แต่ในขณะที่ความจำเป็นเพิ่มขึ้น อุปสรรคก็ใหญ่ขึ้นตามไปด้วย ค่าใช้จ่ายคือกำแพงสูงที่สุด และแม้จะเชื่อในแพทย์มากที่สุด พวกเขาก็พบว่าเสียงจากครอบครัว เว็บไซต์สุขภาพ และโซเช […]

read more
26.01.2026 825

เจาะอินไซต์นักกินไทย 6 สายพันธุ์ | Future Food Trend 2026

นักกินไทยในวันนี้…ไม่ได้เป็นกลุ่มเดียวกันอีกต่อไปBaramizi Lab ได้ศึกษารายงาน Future Food Trend 2026 จากการวิจัยเชิงปริมาณทั่วประเทศกับกลุ่มตัวอย่างจำนวน 820 คน เพื่อทำความเข้าใจความคิด ค่านิยม และทัศนคติด้านการกินของคนไทยยุคใหม่อย่างลึกซึ้ง ผลการศึกษาพบว่า นักกินไทยสามารถจำแนกออกเป็น 6 สายพันธุ์ ซึ่งแต่ละกลุ่มมีความสนใจ ค่านิยม และมุมมองต่ออาหารที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน ดังนี้ 1. Comfort-Loyal Eaters นักกินสายผูกพัน ผู้ผ่อนคลายและมีความสุขจากความคุ้นเคย มีสัดส่วน 15.5% กลุ่มนี้มีความสุขกับ “ความรู้สึกขณะกิน” มากกว่าการคำนึงถึงสุขภาพหรือคุณค่าทางสังคม ชอบความคุ้นเคย ความมั่นใจในแบรนด์เดิม และความพึงพอใจที่คาดเดาได้ รู้จักตัวเองดีว่าชอบอะไร มองการกินเป็นทั้งความสุขส่วนตัวและกิจกรรมสังสรรค์ 📍กลุ่มนี้มีสัดส่วนโดดเด่นในสาวนักศึกษาและคนทำงานอิสระ หรือแม่บ้าน Gen X รายได้ไม่สูงมากนัก คนกรุงเทพฯ หรือคนเหนือ 2. Conscious Epicureans นักกินสายตระหนักรู้ ผู้พิถีพิถันทุกมิติ มีสัดส่วน 18.3% กลุ่มนี้คือ “นักกินผู้มีความพิถีพิถันใส่ใจ” ที่ตัดสินใจเลือกอาหารไม่เพียงแค่เพื่อลิ้มรส แต่เพื่อสอ […]

business trend 2026
read more
19.01.2026 1,068

BEYOND DISRUPTION เทรนด์ธุรกิจ 2026

รู้ก่อนนำคนอื่นไป “10 ก้าว”เทรนด์ขับเคลื่อนธุรกิจปี 2026 ที่ธุรกิจต้องเริ่มทำ ปี 2026 คือปีแห่ง “โอกาสธุรกิจ” สำหรับผู้ประกอบการเมื่อเทคโนโลยีใหม่ ความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป และนโยบายระดับภูมิภาค เริ่มบรรจบกันอย่างชัดเจน เพื่อให้ธุรกิจไม่ตกยุคและสร้างมูลค่าเหนือคู่แข่งเราได้รวบรวมเทรนด์โลกที่สำคัญ พร้อมแนวทางวัดผลตอบแทน (ROI) และกรอบการทำงานที่ช่วยสนับสนุนการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ 1. ปัญญาประดิษฐ์ตัวแทน (AI Agents) ปัญญาประดิษฐ์ไม่ได้อยู่แค่ในวงการด้านเทคโนโลยีอีกต่อไป มันกลายเป็นตัวขับเคลื่อนธุรกิจที่จับต้องได้ โดย Gartner คาดการณ์ว่า 40% ขององค์กรจะนำเอา AI Agent เข้ามาใช้ภายในปลายปี 2026 AI Agent ต่างจาก Generative AI ที่ดำเนินงานตามคำสั่ง AI Agent สามารถทำงานอิสระได้ ถูกออกแบบมาสำหรับภารกิจเฉพาะเจาะจง และเรียนรู้ได้ตามเวลาจริง​ กรณีศึกษา :Nextoria บริษัทที่ปรึกษาด้าน M&A จากลอนดอน ที่นำแพลตฟอร์ม AI ชื่อว่า Juma (ชื่อเดิม Team-GPT) เข้ามาใช้ในกระบวนการทำงาน สิ่งที่เกิดขึ้นคือ AI ช่วยลดความซับซ้อนในขั้นตอน Due Diligence ปรับปรุงความแม่นยำของโมเดลการเงิน และให้ข้อมูลสนับสนุน […]

Subscription

เพื่อรับข้อมูลเกี่ยวกับความรู้เทรนด์และวิจัยต่อเนื่อง