Baramizi Lab logo

Classic or Create Christmas Tree เศรษฐกิจ ธุรกิจ พฤติกรรม ที่อยู่เบื้องหลังการเปลี่ยนแปลงของต้นคริสต์มาส

18
12.2025
view
585
SHARE

Classic or Create Christmas Tree เศรษฐกิจ ธุรกิจ พฤติกรรม ที่อยู่เบื้องหลังการเปลี่ยนแปลงของต้นคริสต์มาส

เศรษฐกิจ ธุรกิจ พฤติกรรม ที่อยู่เบื้องหลังการเปลี่ยนแปลงของต้นคริสต์มาส

แม้เทศกาลคริสต์มาสจะไม่ได้มีต้นกำเนิดที่เกี่ยวข้องกับประเทศไทยโดยตรง แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าความนิยมและอิทธิพลของเทศกาลได้แพร่กระจายไปแทบทุกมุมโลก “บรรยากาศแห่งการเฉลิมฉลอง” กลายเป็นกลิ่นอายที่พบได้ทั้งในเมืองใหญ่ ห้างสรรพสินค้า พื้นที่สาธารณะ ไปจนถึงพื้นที่ส่วนตัวอย่างบ้านและคอนโด ในบริบทของการออกแบบและตกแต่งที่อยู่อาศัย “ต้นคริสต์มาส” (หรือก็คือต้นส้น) ทำหน้าที่เป็น “พระเอก” ของงานนี้มาอย่างยาวนาน เป็นสัญลักษณ์ที่ทำให้ผู้คนรับรู้ถึงเทศกาลได้ทันที

อย่างไรก็ตาม หากมองต้นคริสต์มาสในฐานะ “องค์ประกอบการออกแบบ” มากกว่าของประดับตามฤดูกาล คำถามสำคัญคือที่ผ่านมา และในอนาคต อะไรบ้างที่จะเข้ามากำหนดหน้าตาและบทบาทของมัน? แน่นอนว่าเรามักบอกว่าเลือกเพราะ “ความสวยงาม” แต่ความจริงแล้ว การเลือกนั้นมีระบบเศรษฐกิจ สภาพสังคม และค่านิยมร่วมสมัยซ่อนอยู่เสมอ ตั้งแต่รูปแบบการอยู่อาศัยในเมือง ความคุ้มค่าและต้นทุนที่ผันผวน ตามข้อมูลขององค์การการค้าโลก (WTO) ปริมาณการค้าระหว่างประเทศโดยทั่วไปจะเพิ่มขึ้น 15% ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี โดยมีแรงขับเคลื่อนหลักมาจากการนำเข้าและส่งออกที่เกี่ยวข้องกับเทศกาลวันหยุด ไปจนถึงพฤติกรรมผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับความยืดหยุ่น ความปลอดภัย และความหมายเชิงตัวตนมากขึ้นเรื่อยๆ การเลือกต้นคริสต์มาสจึงเริ่มมี “เหตุผลเชิงระบบ” มากกว่าการเป็นเพียงเเค่การทำตามๆ กันไป

100 ปี บันทึกประวัติศาสตร์การตกแต่งบ้านช่วงคริสต์มาส

ข้อมูลจาก นิตยสาร Better Homes & Gardens ที่เปิดตัวครั้งแรกในปี 1922 ได้มีการพูดถึงการตกแต่งต้นคริสต์มาสมีการพัฒนาอย่างมากในช่วงศตวรรษที่ผ่านมา โดยได้รับอิทธิพลจากเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์และความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี

  • 1920s ต้นยุคการไฟฟ้าตามบ้านเรือน: ก่อนทศวรรษ 1920 ไฟฟ้ายังไม่เข้าถึงคนส่วนใหญ่ และไฟประดับยุคแรกมีราคาสูง พอวิทยาการไฟฟ้าเริ่มก้าวหน้า เริ่มมีชุดไฟประดับเชิงพาณิชย์ แสงจึงกลายเป็นสัญลักษณ์ของ “บ้านยุคใหม่” ที่ปลอดภัยกว่าเดิม
  • 1930s-1940s เศรษฐกิจตกต่ำ สงครามและการขาดแคลน: เกิดการสร้างของตกเเต่งและต้นคริสต์มาสจากของเหลือใช้ และการน้ำกลับมาใช้ใหม่ ซึ่งเป็นแนวคิดเริ่มต้นของต้นคริสต์มาสเทียมที่นิยมในปัจจุบันมากขึ้น
  • 1950s ยุคหลังสงคราม ก่อร่างครอบครัว และการเข้ามาของวัสดุใหม่ๆ: การออกแบบภายในมุ่งเน้นให้บ้านมีความสดในขึ้นกว่าเดิม รวมทั้งวัสดุมันวาวต่างๆ มีส่วนสำคัญกับการออกแบบมากขึ้น
  • 1960-1990 ต้นคริสต์มาสกลายเป็น “สไตล์แต่ละบุคคล”: ต้นคริสต์มาสค่อยๆ กลายเป็นตัวบอกสไตล์บ้าน จากยุคที่คนสั่งทำตามความชอบ ไปสู่ความธรรมชาติและงานคราฟต์ แล้วพัฒนาเป็นการคุมโทนจัดฉากแบบจริงจัง
  • 2000s: ยุคอินเทอร์เน็ต, How-to culture และความเรียบง่าย: คนเริ่มเสพ “คู่มือ” และไอเดียออนไลน์ การตกแต่งต้นคริสต์มาสถูกทำให้เป็นระบบ ต้นคริสต์มาสกลายเป็นงาน “จัดองค์ประกอบ” มากขึ้น และทำซ้ำได้ทุกปีแบบเป็นขั้นตอน
  • 2010s ยุคโซเชียลมีเดีย: บ้านถูกออกแบบให้ถ่ายรูปได้ ต้นคริสต์มาสกลายฉากหลังและออกแบบการจัดวาง
  • 2020s-2025 Maximalism vs Minimal: หลังการสิ้นสุดการระบาดครั้งใหญ่ของ Covid 19 ความเศร้าหมองเริ่มคลี่คลายลง และการใช้เวลาในบ้านนานมากขึ้นทำให้เกิดการใช้งานเละออกแบบพื้นที่มากขึ้น ผู้คนเลือกที่จะจัดบ้าน เเต่สไตล์กลับแตกต่างกัน มีบางกลุ่มที่ต้องการความรื่นเริ่งโอ่อ่าเพื่อลบความเศร้าหมอง แต่ก็มีบางกลุ่มที่ต้องการความเรียบง่าย

จากแนวโน้มทั้งหมดส่งผลให้ปัจจุบันการตกเเต่งต้นคริสต์มาสมีหน้าตาเป็น 2 จำพวกใหญ่ๆ คือ

ฝั่ง A: Classic  “ต้นคริสต์มาสยังคงเป็นหัวใจ ตัวเเทนความอบอุ่นของเทศกาล”

ถ้าคุณอยู่ทีม Classic คุณเชื่อว่าต้นคริสต์มาสควรเป็นหัวใจของงานเทศกาล ในยุคที่ความเบื่อหน่ายสังคมเร่งรีบ ผู้คนโหยหาอดีตเเละให้ค่ากับความสัมพันธ์รอบตัวมากขึ้น  การตกเเต่งแบบตามธรรมเนียมกลายเป็นเครื่องสะท้อนความงดงามของช่วงเวลาในอดีต

เทรนด์ปี 2025 ของฝั่ง Classic:

  • Interior Styling เต็มรูปแบบ: ไม่ใช่แค่การวางต้นไม้เพียงต้นเดียว แต่เป็นการทำ “Zoning” ในบ้าน เช่น เทรนด์ Multiple Trees (หนึ่งห้องหนึ่งอารมณ์) เพื่อสร้างบรรยากาศที่หลากหลาย (ข้อมูลจาก The American Christmas Tree Association)
  • Texture & Light: เน้นความสมจริงของกิ่งก้าน และการใช้ไฟสไตล์วินเทจ (Vintage-style lights) ที่ให้แสงนุ่มนวลกว่าไฟสีขาวโพลนแบบเดิม (Better Homes & Gardens)

ในสหรัฐฯ ธุรกิจต้นสนจริงมียอดขายสูงถึง 25–30 ล้านต้นต่อปี สร้างมูลค่าอุตสาหกรรมกว่า 2 พันล้านดอลลาร์ อย่างไรก็ตาม กำไรไม่ได้ไหลกลับไปหาเกษตรกรมากอย่างที่คิด ต้นขนาด 6-7 ฟุตมีราคาส่งเฉลี่ยเพียง 35 ดอลลาร์สหรัฐ และเมื่อหักต้นทุนการปลูกที่ยาวนาน กำไรจะเหลือเพียง 25–30% (ประมาณ 8–10 ดอลลาร์สหรัฐต่อต้น) ในขณะที่ฝั่งค้าปลีกมักจะบวกราคากว่า 100% เพื่อครอบคลุมค่าขนส่งและแรงงาน นี่คือช่องว่างที่ชัดเจน ผู้บริโภคอยากได้ความคลาสสิกแต่ไม่อยากแบกภาระ ผู้คนเลยเริ่มเลือกการเช่าเพื่อคุมงบและความยุ่งยากแทน ตัวอย่างบริการเช่าที่เห็นชัดคือการเช่า “ต้นจริงแบบกระถาง” ที่เช่าไปตั้งช่วงเทศกาลแล้วร้านมารับคืนไปดูแลต่อ เช่น Green Elf Trees ที่ขายบริการเช่าต้นกระถางไซซ์ 5–7 ฟุต และ Lanjeth Nursery ที่ทำบริการเช่าต้นกระถางพร้อมส่ง-รับคืน และยังสื่อสารเรื่องความยั่งยืน เช่น การดูดซับคาร์บอน

ฝั่ง B: Create  “ไม่ว่าอะไรก็เป็นตัวเเทนต้นคริสต์มาสได้”

ฝั่ง Create คือกลุ่มคนที่อยู่กับความเป็นจริงของวิถีชีวิตคนเมืองที่พื้นที่จำกัด และความจำเจของรูปแบบการจัดงานที่ซ้ำเดิมทุกปี

นิยามใหม่ของต้นคริสต์มาส ต้นไม้ไม่จำเป็นต้องเป็นต้นไม้เสมอไป แต่อาจเป็น Wall Tree จากไฟเส้น, งาน Installation บนชั้นวางของ, Ladder Tree หรือการใช้พื้นที่แทรกตามโถงทางเดินและใต้บันได ซึ่งเป็นเทรนด์ที่ได้รับความนิยมอย่างมาก อีกหนึ่งเเนวโน้มคือ Minimalism & Biophilic: ตามรายงานของ Architectural Digest แนวคิด “Ornament-free Elegance” หรือความงามที่แทบไม่ต้องแขวนของตกแต่งกำลังมาแรง โดยเน้นการใช้วัสดุธรรมชาติ เช่น กิ่งไม้แห้ง หรือ ลูกสน เพื่อให้บ้านรู้สึกใกล้ชิดธรรมชาติ

สิ่งที่ขับเคลื่อนฝั่ง Create ไม่ได้มีแค่เรื่องดีไซน์ แต่คือแรงกดดันทางเศรษฐกิจ บทความจาก Econlife ระบุว่ากำแพงภาษี (Tariffs) อาจทำให้ราคาต้นไม้ปลอมพุ่งสูงขึ้นราว 20% และหมวด Holiday Lighting อาจเจอภาษีในระดับสูง (เช่น 63% เพิ่มเติมจากภาษีเดิม 33%) เมื่อราคาของสำเร็จรูปไม่นิ่ง ผู้บริโภคจะหันไปหาการ DIY หรือการใช้ของที่มีอยู่เดิม ซึ่งสอดคล้องกับธรรมชาติของกลุ่ม Alternative อยู่แล้ว ในฝั่งห้างร้านและพื้นที่สาธารณะเริ่มทำ “ต้นคริสต์มาสแบบยั่งยืน” มากขึ้น โดยเปลี่ยนจากการก่อสร้างใหม่ทุกเทศกาล ไปเป็นการออกแบบให้ ใช้ซ้ำและเปลี่ยนธีมได้ (Reuse / Re-theme / Modular)

ทั้งสองฝั่งมีจุดเด่นที่ต่างกัน แล้วตัวคุณจะเลือกแบบไหน ระหว่าง “อบอุ่นแบบ Classic” หรือ “Create อะไรใหม่ๆ

บทความโดย : กัณฑ์ฉัตร สมเหมาะ (Future Trend Researcher)

ที่มา:


บทความอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

RECOMMEND

read more
26.01.2026 234

Gen Y เจเนอเรชันที่ต้องดูแลทุกอย่างจนไม่มีเวลาดูแลตัวเอง

คนแต่ละวัยดูแลสุขภาพไม่เหมือนกัน และความแตกต่างนี้กำลังสะท้อนอนาคตของธุรกิจสุขภาพไทย จากการสำรวจผู้บริโภค 1,200 คนทั่วประเทศ โดยบริษัท บารามีซี่ แล็บ ร่วมกับ IQQEW POLL พบว่า การดูแลสุขภาพเชิงรุก (Proactive Healthcare) ไม่ได้หมายถึงเพียงการหลีกเลี่ยงโรค แต่คือการใช้ชีวิตอย่างตระหนักรู้ในทุกมิติ ทั้งร่างกาย จิตใจ และพฤติกรรม เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาว และลดความเสี่ยงด้านสุขภาพในอนาคต บทความนี้สะท้อนภาพพฤติกรรม ทัศนคติ และความต้องการด้านสุขภาพของผู้บริโภค โดยเฉพาะกลุ่ม Gen Y อายุ 29-44 ปี เป็นกลุ่มที่มีจำนวนมากที่สุดในการสำรวจครั้งนี้ คิดเป็นจำนวน 49.17% เป็นกลุ่มที่สะท้อนภาพ “วันทำงานตัวจริง” อย่างชัดเจนที่สุด พวกเขาเป็นวัยที่ต้องดูแลงาน บ้าน ครอบครัว การเงิน และยังต้องรักษาสุขภาพของตัวเองไปพร้อมกัน ผลลัพธ์คือ…พวกเขามี แรงจูงใจจะดูแลสุขภาพสูง แต่ก็มี อุปสรรคหนักที่สุด เช่นกัน Gen Y: เจเนอเรชันที่ต้องดูแลทุกอย่างจนไม่มีเวลาดูแลตัวเอง — แต่กลับเป็นวัยที่สนใจเทคโนโลยีสุขภาพมากที่สุด Gen Y เป็นกลุ่มที่ “เหตุการณ์เจ็บป่วยของตัวเองหรือคนรอบตัว” มีผลกระทบมากที่สุด และในขณะเดียวกันก็ให้ความ […]

read more
26.01.2026 438

Gen Baby Boomer วัยที่มองสุขภาพเป็นเรื่อง “เร่งด่วน” ไม่ใช่แค่ “สำคัญ”

คนแต่ละวัยดูแลสุขภาพไม่เหมือนกัน และความแตกต่างนี้กำลังสะท้อนอนาคตของธุรกิจสุขภาพไทย จากการสำรวจผู้บริโภค 1,200 คนทั่วประเทศ โดยบริษัท บารามีซี่ แล็บ ร่วมกับ IQQEW POLL พบว่า การดูแลสุขภาพเชิงรุก (Proactive Healthcare) ไม่ได้หมายถึงเพียงการหลีกเลี่ยงโรค แต่คือการใช้ชีวิตอย่างตระหนักรู้ในทุกมิติ ทั้งร่างกาย จิตใจ และพฤติกรรม เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาว และลดความเสี่ยงด้านสุขภาพในอนาคต บทความนี้สะท้อนภาพพฤติกรรม ทัศนคติ และความต้องการด้านสุขภาพของผู้บริโภค โดยเฉพาะกลุ่ม Baby Boomer อายุ 60 ปีขึ้นไป คือกลุ่มผู้ตอบแบบสอบถาม จำนวน 5.42% ของทั้งหมด 1,200 คน Gen Baby Boomer (60+): วัยที่มองสุขภาพเป็นเรื่อง “เร่งด่วน” ไม่ใช่แค่ “สำคัญ” Gen Baby Boomer คือกลุ่มที่ให้คะแนนความสำคัญด้านสุขภาพสูงที่สุดในทุกช่วงวัย นี่คือวัยที่ ตระหนักแล้วว่า เวลาไม่ได้รอใคร และเหตุการณ์เจ็บป่วยของตัวเองหรือคนรอบข้างยิ่ง ตอกย้ำความจำเป็นในการดูแล แต่ในขณะที่ความจำเป็นเพิ่มขึ้น อุปสรรคก็ใหญ่ขึ้นตามไปด้วย ค่าใช้จ่ายคือกำแพงสูงที่สุด และแม้จะเชื่อในแพทย์มากที่สุด พวกเขาก็พบว่าเสียงจากครอบครัว เว็บไซต์สุขภาพ และโซเช […]

read more
26.01.2026 472

เจาะอินไซต์นักกินไทย 6 สายพันธุ์ | Future Food Trend 2026

นักกินไทยในวันนี้…ไม่ได้เป็นกลุ่มเดียวกันอีกต่อไปBaramizi Lab ได้ศึกษารายงาน Future Food Trend 2026 จากการวิจัยเชิงปริมาณทั่วประเทศกับกลุ่มตัวอย่างจำนวน 820 คน เพื่อทำความเข้าใจความคิด ค่านิยม และทัศนคติด้านการกินของคนไทยยุคใหม่อย่างลึกซึ้ง ผลการศึกษาพบว่า นักกินไทยสามารถจำแนกออกเป็น 6 สายพันธุ์ ซึ่งแต่ละกลุ่มมีความสนใจ ค่านิยม และมุมมองต่ออาหารที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน ดังนี้ 1. Comfort-Loyal Eaters นักกินสายผูกพัน ผู้ผ่อนคลายและมีความสุขจากความคุ้นเคย มีสัดส่วน 15.5% กลุ่มนี้มีความสุขกับ “ความรู้สึกขณะกิน” มากกว่าการคำนึงถึงสุขภาพหรือคุณค่าทางสังคม ชอบความคุ้นเคย ความมั่นใจในแบรนด์เดิม และความพึงพอใจที่คาดเดาได้ รู้จักตัวเองดีว่าชอบอะไร มองการกินเป็นทั้งความสุขส่วนตัวและกิจกรรมสังสรรค์ 📍กลุ่มนี้มีสัดส่วนโดดเด่นในสาวนักศึกษาและคนทำงานอิสระ หรือแม่บ้าน Gen X รายได้ไม่สูงมากนัก คนกรุงเทพฯ หรือคนเหนือ 2. Conscious Epicureans นักกินสายตระหนักรู้ ผู้พิถีพิถันทุกมิติ มีสัดส่วน 18.3% กลุ่มนี้คือ “นักกินผู้มีความพิถีพิถันใส่ใจ” ที่ตัดสินใจเลือกอาหารไม่เพียงแค่เพื่อลิ้มรส แต่เพื่อสอ […]

business trend 2026
read more
19.01.2026 574

BEYOND DISRUPTION เทรนด์ธุรกิจ 2026

รู้ก่อนนำคนอื่นไป “10 ก้าว”เทรนด์ขับเคลื่อนธุรกิจปี 2026 ที่ธุรกิจต้องเริ่มทำ ปี 2026 คือปีแห่ง “โอกาสธุรกิจ” สำหรับผู้ประกอบการเมื่อเทคโนโลยีใหม่ ความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป และนโยบายระดับภูมิภาค เริ่มบรรจบกันอย่างชัดเจน เพื่อให้ธุรกิจไม่ตกยุคและสร้างมูลค่าเหนือคู่แข่งเราได้รวบรวมเทรนด์โลกที่สำคัญ พร้อมแนวทางวัดผลตอบแทน (ROI) และกรอบการทำงานที่ช่วยสนับสนุนการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ 1. ปัญญาประดิษฐ์ตัวแทน (AI Agents) ปัญญาประดิษฐ์ไม่ได้อยู่แค่ในวงการด้านเทคโนโลยีอีกต่อไป มันกลายเป็นตัวขับเคลื่อนธุรกิจที่จับต้องได้ โดย Gartner คาดการณ์ว่า 40% ขององค์กรจะนำเอา AI Agent เข้ามาใช้ภายในปลายปี 2026 AI Agent ต่างจาก Generative AI ที่ดำเนินงานตามคำสั่ง AI Agent สามารถทำงานอิสระได้ ถูกออกแบบมาสำหรับภารกิจเฉพาะเจาะจง และเรียนรู้ได้ตามเวลาจริง​ กรณีศึกษา :Nextoria บริษัทที่ปรึกษาด้าน M&A จากลอนดอน ที่นำแพลตฟอร์ม AI ชื่อว่า Juma (ชื่อเดิม Team-GPT) เข้ามาใช้ในกระบวนการทำงาน สิ่งที่เกิดขึ้นคือ AI ช่วยลดความซับซ้อนในขั้นตอน Due Diligence ปรับปรุงความแม่นยำของโมเดลการเงิน และให้ข้อมูลสนับสนุน […]

read more
26.01.2026 123

Gen X กับมุมมองสุขภาพที่เปลี่ยนไป: อินไซต์จากคนวัยทำงานไทย

คนแต่ละวัยดูแลสุขภาพไม่เหมือนกัน และความแตกต่างนี้กำลังสะท้อนอนาคตของธุรกิจสุขภาพไทย จากการสำรวจผู้บริโภค 1,200 คนทั่วประเทศ โดยบริษัท บารามีซี่ แล็บ ร่วมกับ IQQEW POLL พบว่า การดูแลสุขภาพเชิงรุก (Proactive Healthcare) ไม่ได้หมายถึงเพียงการหลีกเลี่ยงโรค แต่คือการใช้ชีวิตอย่างตระหนักรู้ในทุกมิติ ทั้งร่างกาย จิตใจ และพฤติกรรม เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาว และลดความเสี่ยงด้านสุขภาพในอนาคต บทความนี้สะท้อนภาพพฤติกรรม ทัศนคติ และความต้องการด้านสุขภาพของผู้บริโภค โดยเฉพาะกลุ่ม Gen X อายุ 45–59 ปี คือกลุ่มผู้ตอบแบบสอบถาม จำนวน 225 คน หรือคิดเป็น 18.75% ของทั้งหมด 1,200 คน Gen X รู้ดีว่าเวลาของสุขภาพไม่รอใคร Gen X เป็นช่วงวัยที่เริ่มหันกลับมาดูแลตัวเองอย่างจริงจัง จากประสบการณ์เจ็บป่วยของตนเองหรือคนรอบตัว ทำให้สุขภาพกลายเป็นเรื่องที่ไม่สามารถผัดวันประกันพรุ่งได้อีกต่อไป ข้อมูลชี้ว่า Gen X มีแรงจูงใจในการดูแลสุขภาพสูง โดยเฉพาะจากประสบการณ์การเจ็บป่วย และให้ความสำคัญกับการตรวจสุขภาพตามคำแนะนำแพทย์ แต่ในขณะเดียวกัน ยังเผชิญข้อจำกัดด้านค่าใช้จ่ายและเวลา ส่งผลให้การดูแลสุขภาพอาจยังไม่ต่อเนื่องเท่าท […]

Subscription

เพื่อรับข้อมูลเกี่ยวกับความรู้เทรนด์และวิจัยต่อเนื่อง