Baramizi Lab logo

UPF: อาหารแปรรูปสูง ที่คุณคิดว่า “ดีต่อสุขภาพ” อาจไม่ใช่อย่างที่คิด

UPF: อาหารแปรรูปสูง ที่คุณคิดว่า “ดีต่อสุขภาพ” อาจไม่ใช่อย่างที่คิด

เฮลตี้? หรือแค่ภาพลวงตาของอุตสาหกรรมอาหาร

เช้า: ซีเรียลแท่งไฟเบอร์สูงในมือคุณ

กลางวัน: ข้าวกล่องคลีนแช่แข็ง

เย็น: โยเกิร์ต fat-free รสผลไม้

คุณอาจคิดว่ากำลังกินเพื่อสุขภาพ แต่จริง ๆ แล้ว… สิ่งเหล่านี้จำนวนมากคือ Ultra-Processed Foods (UPF) อาหารแปรรูปสูงที่ผ่านการแต่ง เติม ปรุง ปลอม จนแทบไม่เหลือร่องรอยธรรมชาติ

UPF คืออะไร ทำไมถึงอันตรายกว่าที่คิด? 

อาหารแปรรูประดับสูงคืออาหารที่ถูกผ่านกระบวนการผลิตหลายขั้นตอน จนแทบไม่เหลือร่องรอยของวัตถุดิบธรรมชาติดั้งเดิม จุดเด่นคือมีการเติมสารสังเคราะห์ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น สารกันเสีย สารแต่งกลิ่น สี สารเพิ่มความหวาน และสารปรุงแต่งรส เพื่อให้อาหารเก็บได้นาน ดูน่ากิน และถูกปากยิ่งขึ้น

ที่น่าตกใจคือ… หลายครั้งอาหารที่ถูกโฆษณาให้ดู “เฮลตี้” ก็ยังเข้าข่ายเป็น UPF เช่น

  • ซีเรียลไฟเบอร์สูงที่จริงแล้วใส่น้ำตาลหรือสารให้ความหวานแทน
  • ขนมปังโฮลวีตในถุง ที่มักใส่สารปรับสภาพแป้งและวัตถุเจือปนหลายชนิด
  • โยเกิร์ต fat-free รสผลไม้ ที่เต็มไปด้วยน้ำตาลและกลิ่นสังเคราะห์
  • นมอัลมอนด์หรือนมถั่วเหลืองแต่งรส ที่ผ่านการแต่งเติมจนแทบไม่เหลือคุณค่าจากถั่วจริง ๆ

อาหารเหล่านี้อาจมีฉลากบอกว่า “ดีต่อสุขภาพ” หรือ “อุดมด้วยวิตามิน” แต่คุณค่าที่แท้จริงมักถูกลดทอนลงอย่างมากจากการแปรรูปทำไม UPF ถึงน่ากังวล?

งานวิจัยจากหลายประเทศชี้ตรงกันว่า การบริโภค อาหารแปรรูปสูงหรือ UPF มากเกินไป เชื่อมโยงกับความเสี่ยงของโรคอ้วน เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ และแม้แต่ภาวะซึมเศร้า สิ่งที่ทำให้ UPF “อันตรายเงียบ” มีอยู่ 2 เรื่องหลัก ๆ

  1. กินง่าย กินเพลินเกินไป
    เพราะถูกออกแบบรสชาติให้ติดปาก เคี้ยวง่าย และให้ความรู้สึกอร่อยทันที ทำให้เรามักกินเกินกว่าที่ร่างกายต้องการ
  2. สารอาหารลดลง แต่พลังงานสูงขึ้น
    แม้บางชิ้นจะมีไฟเบอร์ วิตามินเสริม หรือโปรตีนเพิ่มเข้าไป แต่ก็ไม่สามารถทดแทนคุณค่าจากอาหารสดใหม่ตามธรรมชาติได้

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน บริษัท บารามีซี่ แล็บ และ IQQEW POLL ได้สำรวจผู้บริโภคจำนวน 800 คนทั่วประเทศ จึงสำรวจ พฤติกรรมการกินและความเข้าใจเรื่อง UPF ของผู้บริโภค รวมถึงวิธีการดูแลสุขภาพและแรงจูงใจในการเลือกอาหารของแต่ละกลุ่ม ข้อมูลนี้ช่วยให้ผู้ประกอบการและนักสื่อสารด้านสุขภาพ วางกลยุทธ์สื่อสารและออกแบบสินค้าได้ตรงกับความต้องการของผู้บริโภค

ความเข้าใจของผู้บริโภครู้จัก UPF แค่ไหน?

ผลการศึกษาสามารถแบ่งผู้บริโภคตาม ความรู้เรื่อง อาหารแปรรูปสูง หรือ Ultra-Processed Foods (UPF) ออกเป็น 3 กลุ่ม

  • 50.93% – Medium Knowledge (เข้าใจปานกลาง)
    สามารถแยกแยะ อาหารแปรรูปสูง (UPF) ได้บางส่วน แต่ยังสับสน โดยเฉพาะอาหารสุขภาพที่ “ดูดีแต่ไม่จริง” เช่น ซีเรียลบาร์หรือนมปรุงแต่ง
  • 36.80% – Low Knowledge (รู้ต่ำ)
    แม้กระทั่งอาหารพื้นฐานก็ยังสับสน เช่น คิดว่าข้าวสวยหรือนมพาสเจอร์ไรส์เป็น UPF
  • 12.27% – High Knowledge (เข้าใจสูง)
    สามารถแยกแยะอาหารแปรรูปสูง (UPF) ได้ชัดเจน มีความรู้เชิงลึกเรื่องโภชนาการ และมักเลือกอาหารสด อาหารธรรมชาติ หรืออาหารแปรรูปน้อย

Ultra-Processed Foods

เหตุผลหลักที่ผู้บริโภคเลือกกินอาหารสุขภาพหรือหลีกเลี่ยง UPF

ผู้บริโภคไม่ได้เลือกอาหารสุขภาพด้วยเหตุผลเดียวกัน แต่ละคนมีแรงจูงใจและเป้าหมายแตกต่างกัน การเข้าใจเหตุผลเหล่านี้ช่วยให้ผู้ประกอบการสื่อสารได้ตรงใจ

ultra-processed food

  1. 20.21% – อยากลดน้ำหนักหรือควบคุมน้ำหนัก
    หลายคนเริ่มสังเกตอาหารที่กิน เพราะต้องการควบคุมน้ำหนัก มักเลือกอาหารที่ดู “คลีน” หรือแคลอรีต่ำ และหลีกเลี่ยงอาหารแปรรูปที่มักเต็มไปด้วยน้ำตาลหรือไขมันซ่อนเร้น
  2. 51.8% – อยากมีสุขภาพดี / ป้องกันโรค
    กลุ่มนี้มุ่งหวังเรื่องสุขภาพระยะยาว เลือกอาหารสด อาหารธรรมชาติ และหลีกเลี่ยงอาหารแปรรูปสูง (UPF) เพื่อป้องกันโรคเรื้อรัง เช่น โรคหัวใจ ความดันสูง หรือเบาหวาน
  3. 13.62% – เคยมีปัญหาสุขภาพ จึงเริ่มใส่ใจ
    บางคนเริ่มสนใจอาหารสุขภาพหลังพบปัญหาสุขภาพ เช่น น้ำหนักเกิน หรือระดับน้ำตาลในเลือดสูง ทำให้ปรับพฤติกรรมการกินไปในทิศทางที่ดีขึ้น
  4. 11.38% – เพื่อควบคุมโรคประจำตัว
    ผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวานหรือความดันโลหิตสูง มักระมัดระวังอาหารที่กิน เลือกอาหารที่เหมาะสมกับโรค และหลีกเลี่ยงอาหารแปรรูปที่อาจกระทบสุขภาพ
  5. 2.99% – ตามเทรนด์ / กระแสในโซเชียล
    บางกลุ่มเลือกอาหารสุขภาพตามโซเชียลมีเดียหรือเทรนด์แฟชั่นอาหาร เช่น Plant-Based, Keto หรือ Low-Carb แม้บางครั้งยังไม่เข้าใจความหมายจริงของอาหารเหล่านั้น

ผู้บริโภคแต่ละคนมีวิธีเลือกอาหารเพื่อสุขภาพที่แตกต่างกันอย่างไร?

ในโลกของอาหารและสุขภาพ ผู้บริโภคไม่ได้มีพฤติกรรมเหมือนกัน การเข้าใจวิธีที่แต่ละกลุ่มเลือกอาหารจะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถสื่อสารและตอบสนองความต้องการได้อย่างตรงจุด

ultra-processed food

  1. 16.27% ของผู้บริโภคอยู่ในกลุ่ม Hedonic ซึ่งให้ความสำคัญกับรสชาติและความคุ้มค่าเป็นหลัก การเลือกอาหารของพวกเขาส่วนใหญ่ขึ้นอยู่กับความพึงพอใจทันทีหรือราคาที่เหมาะสม แทบไม่ค่อยสนใจฉลากสุขภาพหรือส่วนประกอบภายใน ผลลัพธ์นี้สะท้อนให้เห็นว่ากลุ่ม Hedonic มักไม่ได้คำนึงถึงเรื่องอาหารแปรรูปสูง (UPF) หรือความแปรรูปของอาหารมากนัก
  2. 55.6% ของผู้บริโภคอยู่ในกลุ่ม Health Conscious เบื้องต้น พวกเขาเริ่มใส่ใจสุขภาพและมักเลือกอาหารจากฉลากหรือคำโฆษณาที่สื่อว่า “ดีต่อสุขภาพ” แต่ยังไม่ได้ตรวจสอบรายละเอียดของส่วนประกอบหรือกระบวนการผลิต พฤติกรรมแบบนี้สะท้อนถึงความสนใจด้านสุขภาพในระดับทั่วไป
  3. 28.13% ของผู้บริโภคอยู่ในกลุ่ม Ingredient Mindful ซึ่งใส่ใจสุขภาพในเชิงลึก พวกเขาอ่านฉลากและส่วนประกอบอาหารอย่างละเอียด เลี่ยงวัตถุสังเคราะห์ และเลือกอาหารที่แปรรูปน้อย การตัดสินใจเลือกอาหารของพวกเขาเชื่อมโยงกับความรู้เรื่องอาหารแปรรูปสูง (UPF) และความเข้าใจเกี่ยวกับโภชนาการ

ผู้บริโภคไม่ได้มีพฤติกรรมเหมือนกันทั้งหมด ความแตกต่างเหล่านี้สะท้อนทั้งระดับความรู้ ความสนใจ และแรงจูงใจในการเลือกอาหาร

การทำความเข้าใจความแตกต่างนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับผู้ประกอบการอาหาร เพราะช่วยให้สามารถ ออกแบบการสื่อสารและเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างตรงจุด ทั้งในด้านเนื้อหา ช่องทาง และรูปแบบข้อความ ทำให้การสื่อสารด้านสุขภาพมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ultra-processed food

กลุ่ม Core Health Enthusiast – 22.99%
กลุ่มนี้ใส่ใจสุขภาพสูงสุด เลือกอาหารด้วยความรู้และความเข้าใจเชิงลึกเกี่ยวกับ Ultra-Processed Food (UPF) พวกเขาไม่เพียงสนใจรสชาติ แต่ยังพิจารณาวัตถุดิบและระดับการแปรรูปก่อนตัดสินใจบริโภค แรงจูงใจหลักคือการป้องกันโรคและการควบคุมสุขภาพโดยรวม สำหรับผู้ประกอบการ กลุ่มนี้เหมาะกับการสร้างความสัมพันธ์เชิงลึก เช่น การสื่อสารเรื่องคุณภาพวัตถุดิบ แหล่งที่มา หรือการสร้างโปรแกรมพิเศษที่ตอบโจทย์ผู้ใส่ใจสุขภาพจริงจัง

กลุ่ม Moderate Health Aware – 12.24%
กลุ่มนี้มีความรู้เรื่องอาหารและอาหารแปรรูปสูง (UPF) ในระดับปานกลางถึงสูง แต่บางครั้งยังถูกกำกับด้วยรสชาติ ความสะดวก หรือเทรนด์ ทำให้ใส่ใจสุขภาพได้บ้างแต่ยังสับสนเรื่องการเลือกอาหาร แรงจูงใจมักเกี่ยวข้องกับการป้องกันโรคหรือการควบคุมน้ำหนัก กลุ่มนี้เหมาะกับการสื่อสารแบบกระชับ เข้าใจง่าย ใช้ Social Media หรือ Influencer เพื่อสร้าง Awareness และเน้นข้อดีของอาหารที่ทั้งสะดวกและดีต่อสุขภาพ

กลุ่ม At-risk Misinterpreters – 60.95%
กลุ่มนี้มีความรู้เรื่องอาหารแปรรูปสูง (UPF) ต่ำ แม้บางครั้งสนใจสุขภาพ พวกเขามักเลือกอาหารตามฉลากสุขภาพหรือเทรนด์โดยไม่ตรวจสอบรายละเอียด ทำให้เสี่ยงต่อการเลือกอาหารที่ “คิดว่าเฮลตี้ แต่จริง ๆ อาจไม่ดีต่อสุขภาพ” การสื่อสารกับกลุ่มนี้ควรเริ่มจากข้อมูลพื้นฐาน ชัดเจน ว่าผลิตภัณฑ์ใดไม่เข้าข่าย UPF หรือมีการแปรรูปน้อย พร้อมใช้เครื่องมือสร้างความเชื่อมั่น เช่น การันตีคุณภาพ หรือรีวิวจากผู้เชี่ยวชาญ

กลุ่ม Passive Consumers – 3.81%
กลุ่มนี้ไม่ค่อยสนใจสุขภาพหรืออาหารแปรรูปสูง (UPF) การเลือกอาหารขึ้นอยู่กับรสชาติ ความสะดวก หรือความคุ้นเคย แรงจูงใจด้านสุขภาพแทบไม่มี กลยุทธ์สำหรับผู้ประกอบการจึงเน้นการสร้างความสนใจผ่านรสชาติ ความสะดวก และการตลาดทันสมัย พร้อมแนะนำข้อมูลสุขภาพแบบเบา ๆ เพื่อค่อย ๆ สร้าง Awareness ในระยะยาว

บทสรุปส่งท้าย

การเข้าใจและแบ่งกลุ่มผู้บริโภคตาม พฤติกรรม ความรู้ และแรงจูงใจ ช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถวางกลยุทธ์ได้ตรงจุด ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบสินค้า การสร้างคอนเทนต์ หรือโปรโมชั่น การสื่อสารที่ตรงกลุ่มช่วยลดความสับสนเรื่องอาหารสุขภาพ เพิ่ม Engagement และสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภคได้อย่างแท้จริง

สุดท้ายนี้ ในตลาดร้านอาหารที่ลูกค้ามีความหลากหลายมากขึ้น ร้านอาหารแบรนด์ที่ต้องการเติบโตและอยู่ได้นาน ต้องเลิกใช้กลยุทธ์แบบเดียวกับทุกคน การเข้าใจว่า “ใครคือลูกค้าของเรา” และ “แต่ละกลุ่มให้ความสำคัญกับอะไร” คือหัวใจสำคัญของการวางแผนที่ได้ผลจริง

กลยุทธ์ที่ดีไม่ได้หมายความแค่การลดราคา หรือจัดโปรโมชั่นทั่วไป แต่คือการให้สิ่งที่ลูกค้าแต่ละกลุ่มรู้สึกว่าคุ้มค่าและเหมาะกับความต้องการของเขาจริง ๆ ซึ่งจะช่วยสร้างความสัมพันธ์ที่ดีในระยะยาว และทำให้ร้านอาหารแบรนด์ของคุณแข็งแกร่งและแข่งขันได้อย่างมั่นคงในอนาคต

บทความโดย : โสรัจ คงคารัตน์ (Senior Brand and Innovation Researcher)


บทความอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

RECOMMEND

NEO Luxury Trend
read more
02.12.2025 65

NEO Luxury Trend
ความหรูยุคใหม่ไม่ใช่แค่สิ่งของ
แต่คือประสบการณ์

ความหรูยุคใหม่ไม่ใช่ “ของ” แต่คือ “ประสบการณ์ คุณค่า และความหมาย” โลกของ Luxury กำลังเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วในปี 2025 ไม่ได้ถูกนิยามด้วยโลโก้หรือสัญลักษณ์สถานะอีกต่อไป แต่สะท้อนถึงความ เข้าใจตัวตน คุณค่าชีวิต และความตั้งใจในการเลือกบริโภค (Intentional Consumption) มากกว่าที่เคย ผู้บริโภคกลุ่ม Luxury โดยเฉพาะ Millennials และ Gen Z ไม่ได้มองความหรูในฐานะการแสดงความมั่งคั่ง แต่มองว่า Luxury คือ “คุณภาพของชีวิต” และ “ประสบการณ์ที่มีความหมาย” ที่พวกเขาเลือกลงทุนอย่างตั้งใจ ทำให้เกิดแนวคิด NEO Luxury – New Luxury Paradigm ที่ผสมผสานความยั่งยืน เทคโนโลยี ประสบการณ์เฉพาะบุคคล และหัตถศิลป์เข้าด้วยกัน บทความนี้จะพาไปสำรวจ 5 หลักการสำคัญที่กำลังกำหนดความหมายใหม่ของ Luxury ในปี 2025 1. Quiet Luxury: ความหรูหราแบบเงียบ ๆ ที่ซ่อนความเข้าใจลึกซึ้งในคุณภาพ Quiet Luxury กลายเป็นตัวแทนของความหรูยุคนี้อย่างแท้จริง เพราะผู้บริโภคไม่ได้ต้องการประกาศความร่ำรวย แต่ต้องการสินค้าที่มีคุณภาพสูง ใช้งานได้นาน และบ่งบอกตัวตนกับคนที่ “เข้าใจจริง” ลักษณะเด่นของ Quiet Luxury คุณภาพเหนือปริมาณ: เลือกสินค้าชิ้นสำคัญแทนกา […]

read more
19.11.2025 700

ความมืดเริ่มเป็นความงามใหม่

สำรวจ ‘ความมืด’ ในฐานะเฉดใหม่ของการออกแบบโลกประสบการณ์ ในอดีต “ความมืด” มักถูกผูกกับภาพของความกลัว, ภัยอันตราย หรือสิ่งที่เรามองไม่เห็น แต่ในยุคที่ผู้คนเริ่มโหยหาความสงบ พื้นที่ปลอดภัยทางใจ และประสบการณ์ที่แตกต่างไปจากชีวิตประจำวัน “ความมืด” กำลังถูกตีความใหม่ให้กลายเป็นทรัพยากรทางวัฒนธรรมและทางธุรกิจที่ทรงพลัง กรอบคิดว่าด้วยการใช้ความมืดเป็นแกนกลางในการออกแบบประสบการณ์และรูปแบบธุรกิจ (Dark Experience) Dark Experience คือแนวคิดของธุรกิจที่ใช้ “ความมืด” เป็นหัวใจของการออกแบบประสบการณ์ ไม่ใช่เพื่อทำให้ผู้คนหวาดกลัว แต่เพื่อ “มองเห็น” สิ่งที่สำคัญกว่าเดิม ทั้งตัวเอง ธรรมชาติ และเรื่องราวที่เคยถูกกลบอยู่ในเงามืดของสังคม สาระสำคัญของ Dark Experience Business คือการใช้ความมืดเป็น “เครื่องมือในการออกแบบประสบการณ์” แทนที่จะใช้แสงและสิ่งเร้าเข้มข้นแบบที่ธุรกิจยุคก่อนมักใช้ดึงความสนใจผู้บริโภค สังคมปัจจุบันกำลังเผชิญกับปัญหา Overstimulation อย่างหนัก ทั้งจากแสงไฟ เมือง 24 ชั่วโมง และหน้าจอที่อยู่ใกล้ตัวตลอดเวลา ทำให้สมองแทบไม่เคยได้พักจากการประมวลผล สิ่งต่างๆ เหล่านี้สะสมเป็นความล้าโดยไม่รู้ตัว […]

read more
21.11.2025 589

7 Key Economic Trends จาก The Standard Economic Forum 2025

งาน The Standard Economic Forum 2025 ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 5–7 พฤศจิกายน 2568 ในธีม “Thailand’s Next Frontier” รวบรวมผู้นำระดับโลก นักเศรษฐศาสตร์ และผู้กำหนดนโยบายกว่า 100 คน เพื่อหารือเกี่ยวกับการปฏิรูปเศรษฐกิจไทย ภายในงานมีการเน้น 3 ความท้าทายหลัก (3D Challenges) ก่อนเข้าสู่เทรนด์เฉพาะทาง ได้แก่ 3D Challenges ก่อนที่จะเจาะลึกในเทรนด์เฉพาะ มาทำความเข้าใจภาพรวมที่กว้างขึ้นก่อน ผู้นำธุรกิจไทยได้ระบุถึง “3 ความท้าทาย Digitalization (การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล) เทคโนโลยีไม่ใช่ทางเลือกอีกต่อไป แต่เป็นรากฐานของการแข่งขัน เศรษฐกิจดิจิทัลมีสัดส่วนคิดเป็น 15.5% ของ GDP โลกแล้ว โดย 70% ของมูลค่าใหม่ทั่วโลกคาดว่าจะถูกสร้างขึ้นบนแพลตฟอร์มดิจิทัลในทศวรรษหน้า Deglobalization (การทวนกระแสโลกาภิวัตน์)  โลกกำลังแตกออกเป็นส่วนๆ จากความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ จีน และพันธมิตร ไทยต้องวางตำแหน่งตัวเองใน “จุดยืนที่เป็นกลางทางภูมิรัฐศาสตร์” (Geopolitical Neutral Position) และ “ผู้สร้างสมดุลอย่างสร้างสรรค์” (Creative Balancer) เพื่อใช้ประโยชน์จากที่ตั้งทางยุทธศาสตร์ […]

read more
03.11.2025 605

“Gartner” เปิด 10 เทรนด์เทคโนโลยีเปลี่ยนโฉมธุรกิจปี 2569

ในปี 2569 จะเป็นปีที่สำคัญต่อผู้นำด้านเทคโนโลยีที่ต้องเผชิญกับการหยุดชะงัก นวัตกรรม ไปจนถึงความเสี่ยงที่ขยายตัวรวดเร็วอย่างที่ไม่เคยพบมาก่อน เทรนด์เทคโนโลยีทั้งหมดในปีหน้าจะเชื่อมโยงกับโลกที่ขับเคลื่อนด้วย AI (AI-driven world) และเชื่อมต่อกัน ตลอดเวลา ซึ่งองค์กรธุรกิจต้องขับเคลื่อนนวัตกรรมอย่างมีความรับผิดชอบ ดำเนินงานด้วยความเป็นเลิศ และสร้างความไว้วางใจทางดิจิทัลไปพร้อมกัน ผู้นำองค์กรต้องเผชิญกับ การหยุดชะงัก (Disruption) นวัตกรรม และความเสี่ยงที่ขยายตัวรวดเร็ว 10 เทรนด์เทคโนโลยีสำคัญแห่งปี 2569 1. AI Supercomputing Platforms  AI Supercomputing Platforms (แพลตฟอร์ม AI ซูเปอร์คอมพิวติ้ง) เป็นการรวมพลังของ CPU, GPU, ชิป AI ASICs และการประมวลผลแบบนิวโรมอร์ฟิก (จำลองสมองมนุษย์) ช่วยให้องค์กรจัดการงานที่ซับซ้อนมหาศาล ปลดล็อกประสิทธิภาพและนวัตกรรม ต้องอาศัย Orchestration Software เพื่อจัดการเวิร์กโฟลว์ที่ซับซ้อนโดยอัตโนมัติ คาดการณ์ว่าภายในปี 2571 องค์กรชั้นนำ 40% จะใช้สถาปัตยกรรม Hybrid Computing (เพิ่มจาก 8% ในปัจจุบัน) ตัวอย่างการใช้งาน: คิดค้นยาใหม่ในไม่กี่สัปดาห์ (แทนที่จะใช้เวลาหลายป […]

read more
10.11.2025 528

5 Health Mindsets: The Next Big Opportunity: เข้าใจ 5 กลุ่มสุขภาพ = เจอโอกาสใหม่ก่อนใคร

สำรวจทิศทาง 5 พฤติกรรมสุขภาพคนไทย: สัญญาณบ่งชี้โอกาสธุรกิจบริการสุขภาพยุคใหม่ เคยไหม? รู้ว่าควรตรวจสุขภาพประจำปี แต่ก็เลื่อนออกไปเรื่อยๆ หรือรอให้ป่วยก่อนจึงเริ่มใส่ใจสุขภาพ — พฤติกรรมนี้สะท้อนภาพ “ความเฉยเมย” ของคนไทยที่ยังฝังแน่นในวัฒนธรรมการดูแลตัวเอง ปัจจุบัน คนไทยเริ่มให้ความสำคัญกับสุขภาพมากขึ้น แต่พฤติกรรมการดูแลตัวเองยังค่อนข้างหลากหลาย บางคนใส่ใจเรื่องการออกกำลังกาย รับประทานอาหารเพื่อสุขภาพ และตรวจสุขภาพประจำปีอย่างสม่ำเสมอ ขณะที่บางส่วนยังละเลยเนื่องจากเวลาจำกัด งานยุ่ง หรือค่าใช้จ่ายสูง บริษัท บารามีซี่ แล็บ และ IQQEW POLL ได้สำรวจผู้บริโภคจำนวน 1200 คนทั่วประเทศ จากผลสำรวจล่าสุด พบว่า  58.83% ของผู้บริโภคให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพของตนเอง โดยเฉพาะกลุ่ม Gen X ที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพเป็นอย่างมาก แม้ผู้บริโภคไทยส่วนใหญ่รับรู้ถึงความสำคัญของการตรวจสุขภาพประจำปี แต่กว่า 37.75% ยังคงไม่ได้ให้ความสำคัญกับการตรวจสุขภาพมากนัก รู้สึกว่ายังไม่จำเป็นต้องตรวจหรือดูแลสุขภาพ พฤติกรรมนี้สะท้อนถึงความ “เฉยเมย” ที่ฝังรากลึก ซึ่งมักเกิดจากหลายปัจจัย เช่น ความยุ่งวุ่นวายในชีวิตประจำวัน ค่า […]

Subscription

เพื่อรับข้อมูลเกี่ยวกับความรู้เทรนด์และวิจัยต่อเนื่อง